ข่าวการเลือกตั้ง

 
'เชษฐา'ย้ำจุดยืน ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ยังไม่ถึงเวลานิรโทษซากทรท.

หมายเหตุ – พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้า พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พร้อมด้วย แกนนำและผู้สมัคร ส.ส. ได้แก่ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ที่ปรึกษาพรรค นายเกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรค นายจิรากรณ์ คชเสนี ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 และนายชาญ คราประยูร ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 เข้าพบปะ “โพสต์ทูเดย์” พร้อมกับเปิดใจ ถึงยุทธศาสตร์ในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายและแนวนโยบายพรรคที่เป็นจุดขายแตกต่างจากพรรคอื่น โดยมีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้

การหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา แม้จะไม่หวือหวาหรือโดดเด่นเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับพรรคกลางและพรรคขนาดเล็กอื่นๆ แต่จุดเด่นที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เน้นย้ำมาโดยตลอดก็คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรที่สามารถทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน

ที่สำคัญคือขอเป็น “พรรคทางเลือกที่เป็นทางออกของสังคมไทย” พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ขอยึดแนวทางสมานฉันท์ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ว่าพรรคใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ย่อมต้องมีชื่อของพรรครวมใจไทย ชาติพัฒนา เคียงข้างอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าหากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ ที่นั่ง 30 เสียง ตามที่ประเมินไว้ ตัดสินใจไว้แล้วหรือไม่ว่าจะเข้าร่วมกับขั้วใด พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า “ผมคิด ในใจไว้แล้ว เพียงแต่ใครจะมาอยู่กับผมเท่านั้น เอง...” ซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลและไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าขั้วใดก็ตาม

“จุดยืนของพรรคเราคือแนวทางสมานฉันท์ ทั้งนโยบาย แนวคิด และการปฏิบัติ ต้องไปในทางเดียวกัน เพราะถือว่าเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับมติพรรคเป็นสำคัญ ผมอยากจะแสดงความอึดอัดว่า ขณะนี้ประเทศมาเลเซียได้ประกาศแล้วว่าในปี 2020 จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ไทยเรายังคลำเป้าไม่เจอ ฉะนั้นถ้าไม่มีวาระแห่งชาติ จะไม่สามารถยืนอยู่แถวหน้าได้เลย”

พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ขอเสนอให้ตั้งรัฐบาล แห่งชาติขึ้นมาระยะหนึ่ง อย่างน้อยให้กลับมา ตั้งหลักใหม่ เพื่อกำหนดให้มีวาระแห่งชาติร่วมกันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาและการเกษตร ไม่ว่าพรรคใดจะหมุนเวียนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องสานต่อนโยบายนี้ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยให้เข้ากับสถานการณ์ แต่ไม่สามารถรื้อโครงการได้

“ถ้าทุกพรรคใจกว้างและทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ก็ต้องยอมทำตามนี้ ยิ่งเป็นพรรคใหญ่ ยิ่งต้องประกาศให้ชัด เพราะถ้ารักชาติบ้านเมือง ก็ควรจะฟังความเห็นที่หลากหลายจากพรรคอื่นๆ และกำหนดเป็นแนวทางเดียวกัน นี่คือหัวใจของการแก้ปัญหา ถ้าเรื่องแค่นี้ยอมกันไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นรัฐบาลไปเพื่ออะไร ทำไมจึงไม่เลือกสิ่งที่ดี ที่สุด เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะยืนอยู่แถวหน้าได้จริง” พล.อ.เชษฐา กล่าว

หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนากล่าวว่า หากได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะไม่ประกาศสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เนื่องจากยังมีประเด็นอื่นที่เป็นวาระเร่งด่วนมากกว่า

“ผมเห็นว่าควรจะปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะมาคิดเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นจะไปกันใหญ่ แต่ผมก็เห็นใจว่าบางคนใน 111 คน ก็ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่ ซึ่งโดยหลักยุติธรรมน่าจะพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่หาเสียงของหลายพรรคที่มีการขี่กระแส “รักทักษิณ” โดยสวมรอยว่า หากได้เป็น ส.ส.แล้ว จะช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านได้ ซึ่ง พล.อ.เชษฐา มองว่า แนวทางการหาเสียงดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม

“ถึงแม้ผมจะเคยทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าทำดีผมก็บอกว่าดี ถ้าทำไม่ดีผมก็บอกชัดเจน ฉะนั้น ระหว่างผมกับคุณทักษิณ จึงมีทั้งรัก ไม่รัก และเกลียดก็มี เพราะคนเราต้องมีทั้ง 2 ด้าน ซึ่งผมแยกแยะออก และถ้าใครชมคุณทักษิณอย่างเดียว ผมก็ว่าไม่ถูก เพราะบางเรื่องท่านก็ทำไม่ถูกจริงๆ เช่น ความไม่โปร่งใสอะไรต่างๆ ดังที่ทราบกัน แม้ตัวท่านจะบอกว่าไม่ได้ทำ แต่อาจเป็นคนรอบข้างทำ ฉะนั้น เราต้องแยกแยะด้วยว่าคนเรามีทั้งดีและไม่ดี ไม่ใช่ว่ารักแบบไม่ลืมหูลืมตา ถ้าเกลียด ก็เกลียดแบบสุดขั้ว” พล.อ.เชษฐา กล่าว

สำหรับการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ พล.อ.เชษฐา ในฐานะอดีต ผบ.ทบ. เชื่อว่าทหารจะวางตัวเป็นกลาง และไม่เข้าแทรกแซง นอกจากสถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดวิกฤตจึงจะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

“ผมขอยืนยันว่าทหารเป็นกลาง ผมเองก็ไม่เข้าไปยุ่งกับหน่วยงานของทหารเลย อย่างเช่นเมื่อครั้งที่ไปหาเสียงที่โคราช จะไปขอนอนที่ค่ายทหาร ก็ไม่กล้า เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ประกาศชัดว่าจะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ฉะนั้น เราต้องให้เกียรติเขา”

“หากพรรคพลังประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมเชื่อว่าทหารก็จะนิ่ง นอกจากว่าสถานการณ์ จะรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ทหารจึงจะออก มา ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านเป็นรุ่นน้องผม ก็เป็นคนตรงไป ตรงมา ไว้ใจได้ ส่วนการเมืองหลังเลือกตั้งไม่ว่า ผลจะออกมาอย่างไรปัญหาต่างๆ ก็คงยังไม่ จบง่ายๆ ต้องมีปัญหาแน่ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ฉะนั้นสถานการณ์จะรุนแรงหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีสติสัมปชัญญะมากแค่ไหน”

นายเกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 กล่าวถึงนโยบายที่โดดเด่นและแตกต่างจากพรรคอื่นๆ คือ นโยบายทางเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างวินัยทางการคลัง โดยยึดแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจเป็นกรอบ

“จุดแข็งของเราคือนโยบายเศรษฐกิจ โดยเสนอการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการปรับลดภาษีต่างๆ เพื่อจะฟื้นเศรษฐกิจให้ถึง 5% โดยไม่รวยกระจุก จนกระจาย เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโตได้ด้วยภาคธุรกิจส่งออก แต่ไปไม่ถึงรากหญ้า ฉะนั้นจะต้องลดภาษีเพื่อกระตุ้นให้เอกชนขยับได้ เราจึงเสนอมาตรการลดภาษีเอสเอ็มอีและภาษีส่วนบุคคล เพื่อให้เศรษฐกิจโตขึ้นแตะ 5% ให้ได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนก็ขายของไม่ได้ คนตกงาน ยาเสพติดระบาด นี่คือจุดต่างของพรรคเรา”

“ความแตกต่างอีกประการ อย่างเช่นนโยบายพักหนี้เกษตรกร แต่คราวนี้ต้องเข้าโครงการอบรมเพื่อยกระดับความสามารถตัวเองก่อน หรือกองทุนหมู่บ้านที่เราเสนอให้เพิ่มเป็นหมู่บ้านละ 2 ล้านบาท แต่ต้องให้หน่วยงานภายนอกเข้าไปดูแลด้วย เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลมากขึ้น เพราะ ที่ผ่านมาถูกมองข้ามไป” รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าว

ทั้งนี้ นายเกษมสันต์ กล่าวว่า แนวทางสำคัญคือ ส.ส.ทั้ง 480 คน จะต้องทำงานในรูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นำปัญหาของประเทศชาติเป็นตัวตั้งแล้วแก้ไขร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ความร้าวฉานระหว่างขั้วต่างๆ ลดลง

สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายเกษมสันต์ กล่าวว่า นโยบายเรียนฟรีนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติอยู่แล้วตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาด้วยว่าเรียนฟรีแล้วมีคุณภาพด้วยหรือไม่ ฉะนั้น จะต้องยกระดับคุณภาพของสถาบันการศึกษาควบคู่ไปด้วย

“ทุกวันนี้นักวิจัยของไทยสู้ไม่ได้กับประเทศเกาหลี จีน อินเดีย ทั้งปริมาณและคุณภาพ ฉะนั้น แต่ละพรรคจะต้องกำหนดนโยบายการศึกษาเป็นแผนระยะยาวร่วมกัน และไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องสานต่อ” นายเกษมสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ ทางพรรคยังมีนโยบายเบบี้บอนด์ (baby bond) หมายความว่า รัฐจะฝากเงิน เข้ากองทุนให้ 2 หมื่นบาท ให้แก่เด็กไทยทุกคน ตั้งแต่แรกเกิด ส่วนผู้ปกครองฝากเพิ่มโดยสมัครใจเท่าไรก็ได้ และเมื่อถึงปลายปีจะสามารถหักเงิน ภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งดอกผลที่ได้จึงเป็นประโยชน์มากกว่าเอาเงินไปฝากธนาคาร และเมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี จะมีเงินเก็บถึง 1 ล้านบาท ฉะนั้น เงินออมส่วนนี้จึงเป็นเงินขวัญถุงสำหรับศึกษาต่อมหาวิทยาลัยได้

ด้าน นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ที่ปรึกษาพรรค กล่าวเสริมว่า การทำนโยบายเรียนฟรี 12 ปี ให้เป็น รูปธรรมได้นั้น เนื่องจากงบประมาณของรัฐไม่เพียงพอ ฉะนั้น ต้องให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่นหากบริษัทแห่งหนึ่งให้การสนับสนุนแก่สถานศึกษา รัฐก็จะช่วยเหลือโดยการปรับลดภาษีของบริษัทได้ ซึ่งการที่บริษัทเอกชนได้เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือดูแลด้านการศึกษาโดยตรง จะทำให้มีประสิทธิผลมากกว่าการที่บริษัทเอกชนจะเสียภาษีผ่านกระทรวงการคลัง เข้าไปที่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วค่อยลงมาถึงโรงเรียน ซึ่งอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน พล.อ.เชษฐา กล่าวเสริมด้วยว่า ไม่ว่านโยบายพรรคจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลที่นำไปปฏิบัติ หากไม่โปร่งใส นโยบายที่ตั้งไว้ก็ไม่เป็นจริง

“ปัญหาของชาติต้องเริ่มแก้ที่ตัวบุคคลให้มีความโปร่งใส ถ้าไม่รีบแก้เสียแต่วันนี้ ก็จะ ล้มเหลวตลอด อัดฉีดเงินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่เกิดผล นี่คือวิกฤตของบ้านเมือง” พล.อ.เชษฐา กล่าว