โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 111 คน ได้ส่งบริวารว่านเครือลงสมัครรับการเลือกตั้งครั้งนี้จำนวนมาก และมีการประกาศนโยบายว่าหากเข้ามาได้ต้องการนิรโทษกรรมให้คนเหล่านี้!
ภาพดังกล่าวทำให้มองกันว่า การเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นการเมืองยุค นอมินี ของใครบางคน มากกว่าที่จะเป็น นอมินี ของประชาชนอย่างแท้จริง
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านความมั่นคง ยอมรับในเรื่องนี้ผ่านรายการเสวนา โต๊ะกลม ช่วงตะลุยเลือกตั้ง ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโพสต์ทูเดย์ว่า อาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะการเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นไปตามระบบอุปถัมภ์และระบบอำนาจนิยม
นอกจากนี้ ผู้นำทางการเมืองของไทยส่วนใหญ่มีแนวคิดที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ที่มักยอมที่จะ รอมชอมปรองดองสมานฉันท์ ไม่ทำให้เกิดความแตกแยกหรือแตกหักในหมู่ผู้นำด้วยกันเอง แม้จะดูว่ามีการแบ่งเป็นก๊กเป็นฝ่าย หรือบางส่วนแยกออกไปเพราะโดนศาลตัดสินให้ตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่คนเหล่านี้มีเครือข่ายมีครอบครัวเข้ามาทำงานแทน
สภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้การบริหารจัดการ ในบ้านเมืองออกมาในรูปแบบใดนั้น ปณิธาน ชี้ว่า รัฐสภาจะไร้เสถียรภาพ เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังมีความเข้มแข็งไม่มาก ตัวบุคคลต่างๆ ที่จะเข้าผสมเป็นรัฐบาลอาจจะเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และคงมีการต่อรองค่อนข้างสูง เพราะคงไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็น รัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่หากมีพรรคใดได้คะแนน 200 ที่นั่งขึ้นไป อาจจะเป็นรัฐบาลผสมที่มีจำนวนพรรคไม่มาก น่าจะมีเสถียรภาพขึ้นมาได้
แต่หากพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากและได้เป็นรัฐบาล อาจจะมีประเด็นที่ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม เช่น การดึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศเพื่อให้ผ่านกระบวนการทางการเมืองเรื่องการดำเนินคดีต่างๆ บางอย่าง จนได้สิทธิ์ทางการเมืองกลับมา ถ้าเป็นแบบนั้นสังคมไทยก็จะเผชิญกับความแตกแยกกันอีก
แต่ขณะเดียวกัน หากมีพรรคร่วมรัฐบาลผสมสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยที่ไม่ใช่พรรคพลังประชาชนเป็นหลัก ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะดำเนินการแบบพลังประชาชนอีกเช่นกัน เพราะว่าตัวแทนของพรรคเหล่านั้นหลายคนก็มาจากพรรคไทยรักไทย และหลายคนก็ยังมีระบบอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้วบรรดาพรรคการเมืองด้วยกันเกือบทั้งหมดก็เห็นว่า กฎเกณฑ์เก่าๆ ที่มาจาก รัฐธรรมนูญฉบับเดิมและฉบับปัจจุบันต้องมีการแก้ไข เช่น เรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหาทางช่วยเหลือ 111 คน ให้กลับเข้ามา
ตรงนี้ภาคประชาสังคมไทยซึ่งกำลังเข้มแข็งมากขึ้น อาจจะไม่พอใจและเคลื่อนไหวต่อต้าน จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างการเมืองนอกสภากับการเมืองในสภา ที่ควบคุมโดยนักเลือกตั้งที่เป็น ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในเมืองที่ต้องการผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย จนเกิดความรู้สึกแตกแยกกันมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสังคม
ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยมีช่องว่างทางรายได้มาก โดยคนที่ร่ำรวย 20% มีรายได้ 55% และคนที่ยากจนในสังคมไทย 20% ข้างล่างมีรายได้ แค่ 4.5% จะทำให้คน 2 กลุ่มนี้เผชิญหน้ากัน ผ่านกระบวนการทางการเมือง ซึ่งยังไม่ลงตัวและ ยังไม่มีเสถียรภาพ และไม่มีความสามารถพอ ที่จะรอมชอมปรองดอง ประเด็นความขัดแย้งจะแตกตัวหลากหลาย ทำให้เสถียรภาพทางการเมือง มีน้อยมาก
ผมคิดว่าในช่วงนี้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจจะมีแนวโน้มทำให้การเมืองไทยในหลายปีข้างหน้า เกิดภาวะสุญญากาศไร้เสถียรภาพ ต้องมีการแก้ รัฐธรรมนูญกันใหม่ มีการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะต้องให้กระบวนการยุติธรรมมาตัดสินปัญหามากขึ้น ถ้าไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด เราก็ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น อาจจะมีการรัฐประหารซ้ำขึ้น มาอีก
ปมเรื่องการปฏิวัติซ้ำตรงนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามอง อาจารย์ปณิธาน ชี้ว่า หากพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคไทยรักไทยที่เคยยึดอำนาจรัฐไว้มากจนเกิดการเผชิญหน้ามาแล้วนั้น คราวนี้หากพลังประชาชนทำแบบไทยรักไทยอีก เราก็จะเห็นการเผชิญหน้าแบบนั้นอีก เพราะการปฏิวัติที่ผ่านมาทำให้อำนาจรัฐในปัจจุบันมีมากขึ้น
ทั้งนี้ หากประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล มีแนวโน้มว่าการเผชิญหน้าจะมีน้อยกว่า และเขามีประสบการณ์มากกว่าที่ต่อสู้กับรัฐราชการมานาน แต่ความสัมพันธ์คงจะไม่ดีมากนัก
สำหรับเรื่องความสมานฉันท์ปรองดองที่ต้องทำให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น จริงอยู่ที่บางเรื่องสมานฉันท์ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องคดีความเรื่องความผิด แต่ในเรื่องการแบ่งปันอำนาจรัฐต้องมีการแชร์เพาเวอร์ ใครจะรวบอำนาจไม่ได้ เพราะอำนาจของรัฐต้องร่วมกันบริหาร ระหว่างรัฐ ราชการ และประชาชน จะไปหวงอำนาจบริหารอยู่โดยอ้างองค์การแห่งสวรรค์ อ้างเสียงประชาชนที่ได้มาจำนวนหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่หรือคนส่วนน้อยไม่ได้รับการดูแลคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการสร้างอำนาจให้มีความชอบธรรม สมดุล ซึ่งในสังคมไทยไม่คุ้นเคยมากนัก เพราะที่ผ่านมาเราคุ้นกับระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยมที่มีการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่า
ระบบประชาธิปไตย ต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง ประชาธิปไตย คือ การแสดงความคิดเห็นอันหลากหลายทุกคน ถกเถียงได้และต้องมีทางออก ทั้งนี้แม้ว่าหลังเลือกตั้งครั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการไทยกับพรรคการเมืองคงไม่ราบเรียบ แต่ถ้าได้รับการประคับประคองจากภาคประชาสังคมที่จะต้องบอกให้ยุติความขัดแย้ง เพื่อดันประเทศให้ก้าวหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีสถาบันการเมืองที่มั่นคง ซึ่งถ้าเราทำได้ก็จะเข้ามาสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านเป็นสังคมประชาธิปไตยเต็มตัว อาจารย์ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย