จีนเร่งใช้ระบบจดจำใบหน้า หวั่นเปิดช่องรุกล้ำความเป็นส่วนตัว
แม้ระบบจดจำใบหน้าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้บริการ แต่ก็อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ง่ายยิ่งขึ้น
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
เทคโนโลยีไบโอเมทริก โดยเฉพาะระบบการจดจำใบหน้า เพื่อใช้ระบุตัวตนผู้ใช้แบบอัตโนมัติ กำลังมาแรงในประเทศจีน และได้รับการใช้งานในวงกว้าง ไม่ว่าจะตั้งแต่การนำไปใช้ทำธุรกรรมการเงินทั่วไป จนถึงการใช้ตรวจจับคนขโมยทิชชู่ในห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังอยู่ไม่น้อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ในปัจจุบันตลาดเทคโนโลยีไบโอเมทริกขยายตัวอย่างรวดเร็วในจีน เนื่องจากจีนเริ่มผสมผสานเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปในการระบบการระบุตัวตนของภาครัฐ จนทำให้ขณะนี้จีนมีฐานข้อมูลใบหน้าพลเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยไฟแนนเชียลไทมส์ระบุว่า อยู่ที่กว่า 1,000 ล้านรูป มากกว่าฐานข้อมูลดังกล่าวของสหรัฐที่ราว 400 ล้านรูป
หลังรัฐบาลบุกเบิกการใช้ระบบจดจำใบหน้า บรรดาเอกชนจีนต่างเดินหน้านำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เช่น แอนท์ ไฟแนนเชียล บริษัทรับชำระเงินออนไลน์ในเครือของอาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถล็อกอินเข้าระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ได้เพียงแค่ถ่ายรูปเซลฟี่ เช่นเดียวกับธนาคารไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ที่อนุญาตให้ลูกค้ายืนยันการชำระเงินด้วยการสแกนใบหน้าที่เครื่อง
ด้าน ตีตี้ บริการไรด์-แชริ่ง ในจีน ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวตนคนขับรถ ขณะที่ ไป่ตู้ บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าสำหรับใช้งานหน้าทางเข้าสำนักงานและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ความนิยมในเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่กำลังทะยานขึ้นในประเทศ ได้ช่วยผลักดันสตาร์ทอัพซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวโดยเฉพาะชื่อ เฟซพลัสพลัส (Face++) ซึ่งระดมทุนได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,398 ล้านบาท) เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และกลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเมื่อไม่นานนี้
“คุณต้องรอนานกว่าจะได้ใช้บริการต่างๆ ในประเทศ เราจึงเริ่มพัฒนาบริการระบบการจดจำใบหน้าสำหรับธุรกิจฟินเทค” เซี่ยอี้หนาน โฆษกของ Face++ กล่าว พร้อมเสริมว่าบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ
แม้ระบบจดจำใบหน้าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้บริการต่างๆ และเอื้อต่อการทำธุรกิจสำหรับภาคเอกชน แต่เทคโนโลยีดังกล่าวนับเป็นดาบสองคมที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ง่ายยิ่งขึ้น
“บริษัทจีนยักษ์ใหญ่หลายรายมุ่งเน้นที่การทำกำไรจากเทคโนโลยีดังกล่าวมากกว่า ในขณะที่จีนยังไม่มีการกำกับดูแลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลใบหน้าของพลเมือง ทำให้การเก็บข้อมูลดังกล่าวทำได้ง่ายกว่าในสหรัฐ โดยตอนนี้คุณสามารถซื้อรูปถ่ายใบหน้าของใครก็ตามได้ในราคา 5 หยวน (ราว 25 บาท) ในจีน” เหลิงเปียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไบโอเมทริก จากมหาวิทยาลัยการบินพลเรือนปักกิ่ง กล่าว
ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า แม้ในสหรัฐจะมีกฎหมายคุมเข้มการเก็บข้อมูลใบหน้าของผู้บริโภค แต่ระบบจดจำใบหน้านั้นเปิดช่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวได้ง่ายกว่าการสแกนลายนิ้วมือ เนื่องจากแค่มีรูปถ่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ต่างๆ ได้ ขณะที่บุคคลดังกล่าวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกจับจ้องเพื่อเอารูปถ่ายไปใช้งาน
ภาพ...เอเอฟพี


