ออปโป้มั่นใจไชน่าแบรนด์ วาดเป้าผงาดผู้นำสมาร์ทโฟน
เรียกได้ว่าร้อนแรงกันตั้งแต่ต้นปีสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทย
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
เรียกได้ว่าร้อนแรงกันตั้งแต่ต้นปีสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทย แม้ช่วงปลายปีที่ผ่านมาปัจจัยลบจากกำลังซื้อที่เข้ามากระทบในเกือบทุกภาคธุรกิจ แต่ดัชนีที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดและน่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจะส่งผลให้ตลาดสมาร์ทโฟนร้อนแรงและมีการแข่งขันกันดุเดือดแน่นอน
ชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ามาทำตลาดที่เมืองไทย แบรนด์ออปโป้ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2555 ในสินค้ากลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งไม่น่าจะยากในการเป็นเบอร์ 1ที่เมืองไทยเช่นกัน
แบรนด์ออปโป้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยเริ่มจากสินค้ากลุ่มฟีเจอร์โฟน ชื่อรุ่น LOMO Me ซึ่งเป็นโทรศัพท์รุ่นฝาพับที่มี นิชคุณ หรเวชกุล มาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรก
“แม้ทุกคนจะเข้าใจว่าออปโป้เป็นแบรนด์เกาหลี แต่ผมก็ตอบอย่างมั่นใจว่าเราเป็นแบรนด์จีน และอยากให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าสินค้าจีนดีและไม่ได้มีแต่ของก๊อบปี้เท่านั้น”
จากนั้นในปี 2555 บริษัทได้ส่งรุ่น find p เข้าสู่ตลาดในช่วงเดือน เม.ย. 2555 แม้ว่าช่วงแรกจะทำยอดขายได้ไม่ถึงหมื่นเครื่อง และไม่ได้ทำการตลาดอย่างเต็มที่ แต่ก็เริ่มมองเห็นศักยภาพของตลาดสมาร์ทโฟนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในไทยว่าสามารถเติบโตได้ในอนาคต
แต่สิ่งสำคัญคือ การจะเป็นแบรนด์ที่เติบโตและแข็งแกร่งได้นั้น จะต้องมีอินโนเวชั่นหรือนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา ซึ่งออปโป้มั่นใจว่ามีครบในเรื่องนวัตกรรม และไม่แน่ว่าผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอนาคตอาจเปลี่ยนเป็นออปโป้ก็เป็นได้
“การเติบโตของออปโป้นั้น พูดได้ว่าโตมาทุกวันนี้เป็นเพราะคน นั่นหมายความว่าทีมงานเป็นส่วนผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ออปโป้เติบโตได้ทุกวันนี้”
ชานนท์ กล่าวว่า ความคิดเห็นในเชิงธุรกิจของคนในวงการโทรคมนาคมจำนวนมากจะให้ความสำคัญกับการลงทุนเทคโนโลยีเป็นพันเป็นหมื่นล้าน เพื่อซื้อเครื่องจักรที่มีศักยภาพเหมือนมนุษย์
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่มีคนคิดค้นหรือพัฒนาเครื่องจักร คนจะไม่มีเครื่องจักรที่ดีในการใช้งาน เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถซ่อมตัวเองได้ และถ้าคนไม่สั่งการเครื่องจักรจะไม่เริ่มทำงาน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าบริษัทให้ความสำคัญกับทีมเป็นอย่างมาก เพราะทีมที่แข็งแกร่งถือว่าเป็นส่วนผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต
เมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนในเมืองไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ออปโป้ส่งสินค้าลงตลาดถึง 13 รุ่น และถือว่าเป็นปีที่มียอดขายดีมาก แต่ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าทีมงานยังไม่แข็งแรงพอทำให้ต้องขยายทีมอย่างหนัก มีการสร้างทีมใหม่ เพิ่มการฝึกอบรมและทำให้เพื่อนร่วมงานทุกระดับรู้สึกรักในแบรนด์ของเรา
“เพื่อทำความเข้าใจในทุกตลาดที่ต้องดูแล ผมขับรถดูภูมิประเทศของจังหวัดนั้นในตอนกลางคืน เพื่อดูความเจริญของเมือง ร้านค้าและโครงสร้างของจังหวัด คำนวณประชากรและจุดที่เราควรเข้าไปเพิ่มพื้นที่การขายเพื่อขยายโอกาสของธุรกิจได้”
แนวทางการทำงานของ ชานนท์ คือ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้จัดการฝ่ายขายแบรนด์ออปโป้ แต่มองว่าธุรกิจของออปโป้คือธุรกิจส่วนตัวที่ต้องทุ่มเท ไม่จำกัดรูปแบบการทำงาน เป็นตัวอย่างการทำงานให้ลูกน้องดีกว่าคอยชี้นิ้วสั่งด้วยปากอย่างเดียว จนถึงปัจจุบันองค์กรมีทีมขายมากถึง 3,000 คน เชื่อว่าจะสามารถขยายตลาดได้ตามเป้าที่วางไว้แน่นอน
อีกประเด็นสำคัญคือ การที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดเรื่องของนวัตกรรม ยังไม่มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือคิดค้นเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงควรจะลงไปเน้นเรื่องทักษะและความสามารถของคน มองเรื่องการศึกษาและการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของหลักสูตรในมหาวิทยาลัย แต่ควรเริ่มตั้งแต่อนุบาล ประถม และมัธยม
“ต้องให้เด็กฝึกคิดนอกกรอบ ใช้ความสร้างสรรค์ให้เต็มที่กับความสามารถที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ลองมองประเทศญี่ปุ่น จีน หรือสหรัฐอเมริกา ที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดเวลา เพราะเริ่มวางรากฐานของการพัฒนาชาติตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไม่มีใครเกิดมาทำถูกตั้งแต่เกิดทุกอย่าง ต้องล้มลุกคลุกคลาน เช่นเดียวกับเกมธุรกิจไม่มีใครแพ้หรือชนะถาวร ใครกล้าจะเปลี่ยนและพัฒนาก่อนคนนั้นย่อมได้เปรียบ”
สำหรับปี 2560 นี้ สิ่งที่จะขับเคลื่อนธุรกิจได้ยังคงเป็นเรื่องของนวัตกรรม ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่ที่แตกต่างจากเดิมน่าจะกระตุ้นให้กำลังซื้อกลับมามีทิศทางที่ดีอีกครั้งจากการคาดการณ์ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ คาดว่าโตเป็นตัวเลขหลักเดียว เพราะปัจจุบันคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว การแข่งขันในปีนี้น่าจะเป็นเรื่องของการกินส่วนแบ่งของคู่แข่งมากกว่า
ในส่วนของออปโป้พร้อมทุ่มงบเต็มที่เพื่อกระตุ้นเป้าการขาย ซึ่งไม่ได้มองว่าคู่แข่งจะใช้เม็ดเงินลงทุนเท่าไหร่ แต่มองว่าต้องใช้งบเท่าไหร่ออปโป้ถึงจะทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ ควรปรับปรุง เพิ่มหรือลดส่วนไหน ถ้าเป้าหมายสูงงบก็จะสูงตามไปด้วย โดยในช่วง 1-2 ปีนี้ มั่นใจว่าเบอร์หนึ่งในกลุ่มสมาร์ทโฟนของไทยมีสิทธิเปลี่ยนมือแน่นอน และก็หวังว่าจะเป็นออปโป้ที่ได้ขึ้นไปอยู่ในจุดนั้น
“แบรนด์ออปโป้ทำตลาดกลุ่มมิดทูไฮมาตลอด เพราะตลาดสมาร์ทโฟนระดับนี้มีโอกาส ทั้งไลฟ์สไตล์และรายได้ของประชากรที่เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือต้นทุนในสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนสูง เพราะเป็นเครื่องนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะรุ่นแฟล็กชิปของทุกค่ายที่ต้องโชว์ศักยภาพมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป”


