เฟซบุ๊กรับมือข่าวลวง ดึงเทคโนโลยีเอไอช่วย
เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องภายหลังปล่อยให้ข่าวลวงแพร่สะพัดอยู่ในโลกออนไลน์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องภายหลังปล่อยให้ข่าวลวงแพร่สะพัดอยู่ในโลกออนไลน์จนอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งสหรัฐที่มีความสูสีอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ต้องออกมาให้สัญญากับผู้ใช้ว่า จะหาทางจัดการกับเรื่องดังกล่าว
ล่าสุด เฟซบุ๊กมีความคืบหน้าในความพยายามกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ทั้งการทดสอบปลั๊กอินแจ้งเตือน และการดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้งาน
โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กเริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาตั้งแต่ปี 2013 นับตั้งแต่ว่าจ้างให้ หยวน เล่อชุน ผู้อำนวยการฝ่ายเอไอของเฟซบุ๊กมาร่วมงานด้วย ส่งผลให้เฟซบุ๊กกลายเป็นหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นผู้นำในด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์
เฟซบุ๊กเคยกล่าวว่า เครือข่ายหลายประเภทไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเอไอ เช่น การเลือกข่าวในฟีดข่าวด้วยอัลกอริทึม ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้รับสารในรูปแบบที่สอดคล้องกับความชื่นชอบหรือแนวคิดของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด
ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของเฟซบุ๊กคนดังกล่าว เปิดเผยว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยแยกแยะข่าวลวง รวมไปถึงตรวจจับวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง ด้วยการใช้ตัวคัดกรองเนื้อหาบนเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เอไอดังกล่าว โดยการใช้เอไอของเฟซบุ๊กในบางครั้งอาจกลายเป็นการตรวจจับพาดหัวข่าวแบบ “คลิกเบต” (ล่อให้กดอ่าน) แทน รวมถึงการจะแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “เรื่องแต่ง” ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ และเสี่ยงต่อการที่เอไอจะลบเนื้อหาออกมาเกินไปผ่านระบบคัดกรอง
โฆษกของเฟซบุ๊ก เปิดเผยภายหลังว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้เอไออย่างครบถ้วนครอบคลุม โดยเฟซบุ๊กมักจะทดสอบเทคโนโลยีก่อนที่จะมีการใช้จริงเสมอ
สำนักข่าวเทคครัช ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแวดวงเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ระบุว่า เฟซบุ๊กทดสอบขจัดข่าวลวงโดยเริ่มที่กลุ่มคนเล็กๆ ก่อน ด้วยการใส่ปลั๊กอิน เพื่อแจ้งเตือนเหนือเว็บไซต์ดังกล่าวในลักษณะต่างๆ เช่น “เว็บไซต์นี้ไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ” หรือ “ข่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล”
นอกจากนี้ จากข้อมูลของนิวยอร์กไทมส์และรอยเตอร์ส ระบุว่า เฟซบุ๊กจะขึ้นบัญชีดำเว็บไซต์ที่ลงข่าวลวงทั้งเว็บไซต์ แทนที่จะขึ้นบัญชีดำแบบข่าวต่อข่าว อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊ก หลังจากมีการแปะป้ายเตือนผิดเว็บไซต์และระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าว “เชื่อถือไม่ได้”
เอไอไม่ใช่ยาวิเศษ
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เอไอไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่สามารถลบเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้ายได้
“เอไอไม่ใช่เวทมนตร์ และก็ไม่ใช่เทอร์มิเนเตอร์ด้วย แต่เป็นเทคโนโลยีจริงที่มีประโยชน์” เล่อชุน กล่าว โดยเป็นการตอบโต้คำกล่าวหาว่าเอไอเป็นเทคโนโลยีที่ชั่วร้ายและอาจจะยึดครองโลกในที่สุดอย่างที่พบได้ในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง
ด้าน โจอาควิน แคนเดลา ผู้อำนวยการฝ่ายการปรับใช้เทคโนโลยีเรียนรู้ของเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กมีการจ้างงานผู้คนนับร้อยๆ คนทั่วโลกเพื่อคอยสอดส่องดูแลเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ในปัจจุบันมีความพยายามในการใช้เอไอตรวจจับเนื้อหาที่มีการละเมิดกฎของเฟซบุ๊ก
แคนเดลา ระบุว่า การจะตรวจจับวิดีโอไลฟ์ของเฟซบุ๊กที่มีการละเมิดกฎยังคงมีความท้าทายใหญ่อยู่ 2 ประการ โดยประการแรก คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต้องมีอัลกอริทึมซึ่งสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ความท้าทายอย่างที่สอง คือ นิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลบเนื้อหาว่าเนื้อหาแบบใดควรลบหรือไม่ควรลบ
ปัญหาระดับโลก
แม้เฟซบุ๊กจะถูกกดดันอย่างหนักในปัจจุบัน แต่ปัญหาเรื่องข่าวลวงระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ยกตัวอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญกับปัญหาเรื่องนี้อย่างหนัก เช่น ข่าวปลอมว่าประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ได้โพสต์ภาพศพเด็กสาวที่ถูกข่มขืนและถูกกลุ่มค้ายาสังหาร แต่การตรวจสอบภายหลังพบว่า ภาพดังกล่าวมาจากบราซิล
ด้านเทนเซนต์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังอย่าง คิวคิว และวีแชท ก็เผชิญกับข่าวลวงที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์เช่นกัน โดย หม่าฮัวเต็ง ซีอีโอของเทนเซนต์ เรียกร้องให้ผู้ใช้แชร์ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ โดยในช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา เทนเซนต์เผชิญปัญหาข่าวลวงมากถึง 17 ล้านครั้ง
“นอกเหนือไปจากผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมและการบริหารบริษัท สภาพความเป็นอยู่ในสังคมและความปลอดภัยด้านไซเบอร์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเทนเซนต์อีกต่อไป” หม่าฮัวเต็ง กล่าว
นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า เทนเซนต์ได้จัดตั้งช่องทางร้องเรียนจำนวนมากทั้งผ่านทางเว็บไซต์และสายด่วน เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีความผิดพลาด รวมถึงมีการตั้งตัวกรองข่าวลวงในแอพพลิเคชั่นวีแชทอีกด้วย โดยตัวคัดกรองดังกล่าวช่วยให้สื่อจีนกระแสหลักและองค์กรอื่นๆ สามารถช่วยผู้ใช้ในการตรวจสอบข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับข่าวสังคม สุขภาพ และวิทยาศาสตร์


