คนไทยใช้ "กูเกิล" เพื่อการศึกษาเพิ่มต่อเนื่อง
กูเกิลเผยคนไทยใช้งานแพลตฟอร์มกูเกิล-ยูทูบเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
กูเกิลเผยคนไทยใช้งานแพลตฟอร์มกูเกิล-ยูทูบเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การใช้งานกูเกิลของคนไทยยังคงมีอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง การนำแพลตฟอร์มอย่างกูเกิลและยูทูบไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาสูงสุดนั้น ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าสูงขึ้นเท่าใด แต่การนำไปใช้งานในเชิงสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี
ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดด้านผู้บริโภค Google ประเทศไทย กล่าวว่า ทุกแพลตฟอร์มด้านระบบการศึกษานั้นยังคงเป็นคอนเทนต์ที่เปิดให้ใช้งานทั่วโลก เพราะคอนเทนต์จากประเทศไทยอย่างเดียวยังไม่พอ แม้ว่าการใช้งานยูทูบในไทยจะโตเร็วมาก รวมทั้งมีผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนในไทยจึงต้องพัฒนาคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาเสริมด้วย
“คนไทยยังคงใช้บริการแพลตฟอร์มของกูเกิลมากถึงกว่า 60 ล้านคนตามจำนวนประชากรผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศ และยังคงมีการเติบโตเร็วที่สุดอย่างต่อเนื่อง”
ทางกูเกิลได้เปิดให้มีการใช้งานเครื่องมือ Google for Education ฟรี 6 บริการ คือ Gmail, Drive, Calendar, Sites, Groups และ Hangouts ซึ่งมีการใช้งานกว่า 180 ประเทศ จำนวนครูและนักเรียนกว่า 60 ล้านคน
ผลการศึกษาจาก The Economist ปี 2558 พบว่า การทำงานเป็นทีมและติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้มีข้อมูลที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลอันมหาศาลของนักเรียนนั้นจะมีการวิเคราะห์ แยกแยะและตัดสินว่าข้อมูลใดควรหรือไม่ควรนำมาใช้งานถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ครูผู้สอนทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ยกตัวอย่าง โรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่มีการพัฒนาด้านระบบสารสนเทศและอาจารย์กว่า 222 คน นักเรียนกว่า 3,030 คน สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นของกูเกิลในการพัฒนาด้านการศึกษาได้เป็นอย่างดี โดยตัวแทนอาจารย์มองว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการนั้น หากภาครัฐสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงความรู้ของเด็กได้ดีเพิ่มขึ้น
ทักษะสำคัญในการพัฒนาการทำงานรูปแบบเดิมนั้น คือ ต้องรู้จักการแก้ปัญหา 51% การทำงานร่วมกัน 33% การสื่อสาร 26% และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 21% หากครูทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดสามารถนำเครื่องมือดิจิทัลไปปรับใช้ในหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ควรจะนำทฤษฎีแบบ 3R7C มาปรับใช้ แบ่งเป็น 3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น) ส่วน 7C คือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ, มีทักษะด้านการสร้างสรรค์, เข้าใจด้านความต่างวัฒนธรรม, ทำงานร่วมกันเป็นทีม, รู้เท่าทันสื่อ, มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และเข้าใจในอาชีพงาน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของอาชีพครู
ภาพ...เอเอฟพี


