posttoday

จับเทรนด์ดีไวซ์ในไทย จำนวนลดแต่มูลค่าเพิ่ม

01 กันยายน 2559

จำนวนเครื่องของอุปกรณ์เหล่านี้มีตัวเลขที่ลดลงแต่มูลค่าการซื้อขายมีทิศทางที่เพิ่มขึ้น

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ว่าพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อของคนไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประชากร 1 คน จะมีการพกพาดีไวซ์ไม่น้อยกว่า 2 เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ตหรือสมาร์ทวอตช์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ทั้งสิ้น ล่าสุด ไอดีซีได้ทำผลสำรวจตลาดเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อของปี 2558-2559 พบว่า จำนวนเครื่องของอุปกรณ์เหล่านี้มีตัวเลขที่ลดลงแต่มูลค่าการซื้อขายมีทิศทางที่เพิ่มขึ้น

ชัยกร จิววุฒิพงค์ นักวิเคราะห์ ด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อพีซี บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดอุปกรณ์พีซีอย่างเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก จะมีการหดตัวเพราะเทคโนโลยีใหม่อย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ แต่ในเชิงของการทำงานทั้งรูปแบบองค์กรและการศึกษา สินค้ากลุ่มนี้ยังคงมีความต้องการใช้งานต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคจะเลือกใช้เครื่องที่มีสเปกการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาเฉลี่ยของเครื่องที่ใช้ในการทำงาน เพิ่มขึ้นจาก 1.9 หมื่นบาท มาเป็น 2.2 หมื่นบาท

“เหตุผลที่ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น เพราะกลุ่มเกมมิ่งและลูกค้าที่ซื้อใช้งานเป็นเครื่องที่สองมองหาเทคโนโลยีของระบบประมวลผลที่สูงขึ้น ทำให้ใช้งานเครื่องได้นานขึ้น” ชัยกร กล่าว

ทางด้าน ณัฐชนน บุญสอน นักวิเคราะห์ ด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ตลาดสมาร์ทโฟนมีจำนวนเครื่องและมูลค่าที่สูงขึ้นเกิดขึ้นการแข่งขันของโอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย ที่แย่งลูกค้ากันอย่างรุนแรง และในปี 2559 นี้จะเห็นเครื่องที่รองรับเครือข่าย 4จี มากขึ้นกว่าเครื่อง 3จี ที่เคยนำเข้ามาขายในตลาด ขนาดหน้าจอเฉลี่ยที่ 5-5.5 นิ้ว และราคาเครื่องจะมีอัตราที่สูงขึ้นจากปัจจุบัน 5,900 บาท ในปี 2560 จะอยู่ที่ 6,500 บาท และในปี 2563 จะอยู่ที่ 8,250 บาท

“การที่มีแบรนด์ผู้ผลิตเข้ามาในตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขันของช่องทางการจำหน่ายผ่านหน้าร้านแบบเดิมต้องเร่งปรับตัว ยิ่งการซื้อขายออนไลน์เริ่มบูม ยิ่งทำให้สาขาเริ่มถูกมองข้ามความสำคัญ” ณัฐชนน กล่าว

เรื่องของโมบายเพย์เมนต์หรือเอ็ม-คอมเมิร์ซ จะเข้ามาเชื่อมโยงการซื้อขายมากขึ้น ซึ่งเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการใช้จ่ายผ่านมือถือมากที่สุดในโลกและระบบการทำงานก็มีความพร้อมที่ดีไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งจำนวนบัตรเครดิตที่ยังมีน้อยอยู่ทำให้การใช้งานโมบายวอลล์เลต์ช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายออนไลน์ได้ดีขึ้น

ทางด้านของตลาดแท็บเล็ตในปี 2557 โตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3.15 ล้านเครื่อง จากการสนับสนุนเชิงนโยบายของภาครัฐแต่ในปี 2558 ก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกันเหลือเพียง 1.4 ล้านเครื่อง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่เสมือนอยู่ตรงกลาง การใช้งานค่อนข้างจำกัดไม่เหมือนสมาร์ทโฟนและพีซีที่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้ต้องรอวิวัฒนาการใหม่ที่จะรองรับการทำงานแบบพีซีมากขึ้น ถือว่าเป็นแนวโน้มเดียวกับทั่วโลกไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ นวัตกรรมใหม่เริ่มเข้ามาเป็นศูนย์กลางให้แก่อุปกรณ์อื่น จากเดิมพีซีเป็นที่เก็บข้อมูลให้กลุ่มมือถือหรือสมาร์ทโฟน แต่ในอนาคตจะเป็นการเก็บข้อมูลผ่านทางเซ็นเซอร์ยิ่งทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บเล็กลง

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดไคลเอนด์ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมอุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะของไทยยังคงรักษาฐานอยู่ที่ 2 แสนล้านบาทเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทำให้มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 5% แต่จะมีตลาดอุปกรณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ คือกลุ่มฟิตเนสแบรนด์ เช่น ฟิตบิท หัวเว่ย การ์มิน โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทำยอดขายในไทยไปแล้วกว่า 2 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 930 ล้านบาท ขณะที่สมาร์ทวอตช์ ของแบรนด์สมาร์ทโฟนอย่างแอปเปิ้ล ซัมซุง โมโตโรล่า ทำยอดขายไปกว่า 4.5 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 630 ล้านบาท

ทั้งนี้ เรื่องของอุปกรณ์สำหรับอนาคตอย่าง เออาร์หรือวีอาร์ (Augmented/Virtual Reality) จะเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น จากการนำไปใช้งานร่วมกับตลาดเกม การแพทย์ การศึกษาและการออกแบบ ยิ่งทำให้เป็นโอกาสของนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ยุคเดิม แต่เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ยังต้องมีการปรับปรุงต่อเนื่องในเรื่องคอนเทนต์ การเซ็ทอัพ แบตเตอรี่ ราคา ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้งานในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รมว.ยุติธรรมอุบชื่อเพิ่ม คดีนักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน สจ.หนีแล้ว 2 ราย