posttoday
ผุดฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ

ผุดฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ

19 สิงหาคม 2559

11 หน่วยงานจับมือทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ แสดงข้อมูลสินค้ารอบด้านสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ และเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือให้ผู้บริโภค

11 หน่วยงานจับมือทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ แสดงข้อมูลสินค้ารอบด้านสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ และเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือให้ผู้บริโภค

วันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าและกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (Traceability) ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ร่วมกับ 11 หน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ (National Product Catalogue) เพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดสินค้าต่างๆอย่างรอบด้าน ให้ผู้บริโภคตรวจสอบรายละเอียดสินค้า ตลอดจนเครื่องหมายรับรองต่างๆ อาทิ เครื่องหมาย อย. ฮาลาล มอก. ฯลฯ ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะเป็นผู้บริหารฐานข้อมูล เนื่องจากมีสถาบันรหัสสากล ซึ่งควบคุมบาร์โค๊ดของประเทศไทยอยู่แล้ว เบื้องต้นจะนำข้อมูลสินค้าที่ได้บาร์โค๊ดไปแล้วกว่า 1 แสนรายการ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท มาไว้ในฐานข้อมูล รวมทั้งจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือให้ประชาชนดาวน์โหลด และใช้แอปพลิเคชั่นดังกล่าวในการสแกนบาร์โค๊ด ซึ่งจะทำให้ทราบรายละเอียดสินค้า เช่น ตรา อย. ที่ติดอยู่ข้างกล่อง ออกให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือออกให้บริษัทอื่นแล้วถูกลอกเลียนมาใช้ เป็นต้น คาดว่าภายใน 3 เดือนจะเริ่มใช้งานได้จริง

นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดจับเก็บข้อมูลสินค้าให้เป็นระเบียบระบบอย่างชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบ สินค้าที่ไม่มีการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการของไทยขาดโอกาสและสูญเสียรายได้จากการส่งออกสินค้าในแต่ละปีคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ดังนั้นจัดทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดสินค้าต่างๆ จะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บสินค้า ด้วยกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เช่น กระบวนการผลิตอาหาร สินค้าอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเลที่อาจมีการใช้แรงงานประมงผิดกฎหมาย ตลอดจนระบบห่วงโซ่อุปทาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค รองรับทั้งการค้าแบบปกติและการค้าขายออนไลน์ผ่านระบบอีคอมเมิร์ช ให้ผู้ซื้อสั่งซื้อผ่านระบบอีคอมเมิร์ชได้อย่างมั่นใจ

นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ โฆษกกระทรวงไอซีที กล่าวว่า หน่วยงานที่ร่วมลงนามเอ็มโอยูทั้ง 11 หน่วยงาน ถือว่าครอบคลุมสินค้าอย่างรอบด้านในระยะแรกแล้ว ส่วนระยะต่อไปอาจมีหน่วยงานอื่นเข้าร่วมโครงการอีกหากเห็นว่าเป็นประโยชน์ ส่วนการจัดทำฐานข้อมูลสินค้านั้น ปัจจุบันมีการขอรหัสบาร์โค๊ดมากกว่า 1 ล้านรายการ แต่บางรายก็ขอไปเก็บไว้เฉยๆไม่มีการอัพเดทข้อมูล ดังนั้นในระยะแรกจึงคัดผลิตภัณฑ์ที่ Active ประมาณ 1 แสนรายการเข้ามาใส่ในฐานข้อมูลก่อน และจะขยายเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับการค้าออนไลน์ด้วย โดยผู้ขายสามารถแสดงเลขหมายบาร์โค๊ดเพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ผู้บริโภค ขณะที่ผู้บริโภคสามารถนำเลขหมายนั้นไปค้นหาผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังฐานข้อมูลและแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ออกมา เช่น จะซื้อครีมทาหน้า หากเครื่องหมาย อย. ระบุว่าออกให้บริษัท A แต่ผู้นำเลขหมายอย.มาใช้เป็นบริษัท B อย่างนี้ก็ควรต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าควรซื้อหรือไม่

นอกจากนี้ ในระยะยาว กระทรวงไอซีทีพยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เสื้อทอผ้าไหม ไซส์ M ในภาคอีสาน อาจจะคนละขนาดกับไซส์ M ในภาคเหนือ ดังนั้นต้องมีการกำหนดมาตรฐานกลางขึ้นมา ว่าไซส์ M มีขนาดเท่าไหร่ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามมาตฐานนั้นได้ ก็จะเป็นผลดีต่อแบรนด์และเพิ่มโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ 11 หน่วยงานที่ลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ ประกอบด้วย กระทรวงไอซีที กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 69