เสียงจาก กสทช. "ไม่มีใครได้ของถูกไปแน่นอน"
กสทช.มั่นใจการประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ไม่มีใครซื้อของถูกไปแน่นอน
โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
ตกตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติให้กลุ่มทรูฯ เพิ่มทุน ผ่านการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินทุนเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน พร้อมรองรับการเติบโตทางธุรกิจ รวมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงข่ายที่ดีที่สุดและครอบคลุมที่สุดในประเทศ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำโทรคมนาคมด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งแบบมีสายและไร้สาย (ทั้ง 4จี และ 3จี)
ราคาที่เสนอขายจะมีการกำหนดอีกครั้ง โดยจะเฉลี่ยจากราคาซื้อขายหุ้น 20 วันทำการ จนถึงการซื้อขายในวันที่ 30 มี.ค. 2559 (5 วันทำการ ก่อนการประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 เม.ย. 2559) โดยจะลดราคาลงอีก 10% ของราคาเฉลี่ยดังกล่าว
ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูฯ เปิดเผยว่า การระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายกลุ่มทรูฯ ในการรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ได้ที่ระดับไม่เกิน 2 ต่อ 1 ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง รวมทั้งยังจะคงอันดับเครดิตเรตติ้งที่เป็นระดับการลงทุน
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังมิได้มีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความผันผวน จึงมีมติให้กำหนดเป็นวิธีการคำนวณ โดยราคาที่จะเสนอขายเป็นราคาเฉลี่ยจากราคาซื้อขายหุ้น 20 วันทำการ จนถึงก่อน 5 วันทำการประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น เพื่อให้เป็นไปตามราคาที่แท้จริงของตลาดได้มากที่สุด และสะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แท้จริง
“เราเชื่อว่าการสร้างความแข็ง แกร่งทางการเงิน ผนวกกับความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงข่ายที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะเสริมสร้างให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ รองรับโอกาสที่มีมูลค่าสูงจากการเติบโตของธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ และวิวัฒนาการของยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ ลูกค้า และผู้ถือหุ้น ทั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตเป็นบริษัทไทยที่มีบทบาทในระดับภูมิภาคต่อไป” ศุภชัย ชี้แจง
แน่นอนว่า แรงเหวี่ยงจากการเพิ่มทุนของกลุ่มทรูฯ ในครั้งจะส่งผ่านไปยัง บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่ชนะการประมูลคลื่น 4จี ไปในราคา 7.56 หมื่นล้านบาทด้วย เพราะต้องหาผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้น และต้องหาสถาบันการเงินมาออกหนังสือค้ำประกันก้อนโตด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาได้
ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยผ่านรายการเสียงจากสายลม สถานีวิทยุ 98.5 ว่า ในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่สามารถจ่ายค่าใบอนุญาต หรือหาแบงก์การันตี ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าเป็นผู้ทิ้งงานของรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อสัญญาที่บริษัทดังกล่าวทำไว้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยอาจจะมีผลให้สัญญาที่ทำไว้สิ้นสุดลง เนื่องจากถือว่าคู่สัญญาเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เช่น กรณีของเจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ไม่มาชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถทำช่องทีวีดาวเทียมได้
ทั้งนี้ มั่นใจว่า เอกชนทั้งสองรายจะหาเงินมาจ่ายค่าประมูลได้ตามกำหนดแน่นอน เช่น แจสฯ น่าจะหาผู้ร่วมทุนจากต่างชาติได้
อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ผู้ชนะการประมูลไม่สามารถนำเงินมาจ่ายได้ กสทช.จะดำเนินการเปิดประมูลใหม่ โดยในส่วนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ราคาตั้งต้นจะอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่หากไม่มีเอกชนสนใจเข้าร่วมประมูล ก็จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร
ฐากร กล่าวด้วยว่า การประมูลคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะประมูลในปี 2560 จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าราคาจะเป็นเท่าไร เพราะหากเปรียบคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เหมือนรถโรล์สรอยซ์ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะเหมือนรถเบนซ์ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะเหมือนกับแคมรี่ ที่มีราคาลดหลั่นกันไป และในอนาคตหากคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ หมดอายุสัมปทานใน 15 ปี ราคาจะอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท/เมกะเฮิรตซ์ บวกอัตราเงินเฟ้อ ส่วนราคาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ต่อเมกะเฮิรตซ์ และยืนยันว่า ไม่มีใครได้ซื้อของถูกไปแน่นอน
ขณะที่ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังมีเวลาให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มาชำระเงินประมูลงวดแรกและวางแบงก์การันตี 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 มี.ค. ดังนั้นอย่าเพิ่งพูดกันว่าจะไม่มาจ่ายเงินประมูล หรือไม่มาจ่ายแล้วจะโดนบทลงโทษอย่างไร ผู้ชนะประมูลทั้งสองรายเอาจริงในการทำธุรกิจ
ก่อกิจ กล่าวว่า หลังจากประมูลคลื่นได้แล้ว สิ่งที่ผู้ชนะประมูลต้องทำคือจัดหาโครงข่ายหรือเสาเพื่อให้บริการ ซึ่งเสาก็มีอยู่แล้วทั้งของ ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ดังนั้นผู้ชนะประมูลก็ต้องไปเจรจาเช่าเสาให้เสร็จก่อน จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบมาชำระเงิน เพราะหากมาจ่ายเงินก่อน ดอกเบี้ยก็เริ่มเดิน แต่ยังไม่มีเสาให้บริการอยู่ดี ฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่ต้องทำคือไปเจรจาเช่าเสาให้พร้อมเสียก่อน
นอกจากนี้ หากคำนึงถึงเงื่อนไขการออกแบงก์การันตี คือต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 30% ของวงเงิน ซึ่งวงเงินประมูล 7 หมื่นล้านบาท ก็ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2 หมื่นล้านบาท และเมื่อคำนึงถึงฐานะทางการเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ก็ถือว่ามีทรัพย์สินที่สามารถนำมาค้ำประกันได้อยู่แล้ว


