‘การโค้ชตามวิถีพุทธ’
พระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาบุรุษ พระองค์ยังพูดคุยกับตัวเองหลายครั้งหลายคราว เมื่อถึงในบางห้วงเวลาที่พระองค์
โดย...ราช รามัญ
พระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาบุรุษ พระองค์ยังพูดคุยกับตัวเองหลายครั้งหลายคราว เมื่อถึงในบางห้วงเวลาที่พระองค์เกิดคำถามในใจบางเรื่อง ซึ่งจะไปหาคำตอบจากที่อื่นก็คงจะยาก ดังนั้นการค้นหาคำตอบที่ได้มาจากใจของพระองค์เองนั้นแหละ คือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุด
ในคัมภีร์มหายาน กล่าวไว้อย่างน่าศึกษามาก
ในคราวที่มหาบุรุษออกมาฝึกจิตยาวนานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่พบซึ่งหนทางอันเป็นเป้าหมายที่สูงสุดเลย
วันหนึ่งขณะที่นั่งประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในยามบ่าย ในขณะนั้นความคิดก็ได้ปรากฏขึ้นมาในใจว่า คิดถึงราหุล คิดถึงยโสธรา คิดถึงวัง คิดถึงพ่อ แล้วมีความคิดอีกว่า หรือการนั่งบำเพ็ญในคราวนี้จะสูญเปล่ามาเสียแล้วหลายปี หรือว่าเรามาแล้วซึ่งผิดทางของชีวิต... เราควรจะกลับไปวัง ไปหาลูก ไปหาไปรับตำแหน่งกษัตริย์เพื่อปกครองนคร ไม่ต้องมาลำบากใดๆ อีก...
ความคิดของพระองค์...หยุดระงับไปสักครู่... ก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่า
นั่นไม่ใช่ทางที่ถูก นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ฝังลึกในใจของเราต่างหาก นั่นไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ลึกในใต้ภาวะจิตใจ คงเป็นมารในใจโดยแท้ การรู้แจ้งทางจิตวิญญาณนั้นยังคงมีอยู่จริง เราต้องค้นหาคำตอบนั้นให้ได้พบให้ได้เจอ
จากนั้นจึงได้อธิษฐานจิตเพื่อนั่งภาวนาต่อไป... แล้วก็นั่งนึกถึงตอนที่พระองค์นั่งอยู่ข้างนา ในวัยเยาว์ ที่ข้างพระราชพิธีแรกนา ว่าทรงนั่งบำเพ็ญให้ใจสงบได้ด้วยเพราะฌานแบบไม่ลึกลงดิ่ง ในที่สุดมหาบุรุษพบคำตอบแล้วบำเพ็ญต่อไป กระทั่งบรรลุตามเป้าหมาย ด้วยการเป็นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
นี่เป็นการพูดคุยกับตัวเองของมหาบุรุษ... แม้แต่พระสาวกหลายรูปก่อนที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็สำเร็จอยู่จบพรหมจรรย์หมดกิเลสได้เพราะการโค้ชตัวเอง อาทิ พระอานนท์เถระ
ตามคัมภีร์ดั้งเดิม
พระอานนท์เร่งปฏิบัติธรรมทั้งคืน ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะพรุ่งนี้ต้องร่วมการทำสังคายนาคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้เพื่อให้พระสงฆ์ได้ศึกษา แต่ถ้าพระอานนท์ไม่บรรลุธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมแต่ประการใด พระอานนท์ปฏิบัติจนเหนื่อยแล้วก็ล้มตัวลงพัก ระหว่างนั้นก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
แต่ในคัมภีร์มหายานกล่าวเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ความว่า
หลังจากที่มานั่งพักแล้ว พระอานนท์ได้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจว่า เพราะเรายึดมากเกินไปต่อการปฏิบัตินี้เป็นแน่แท้ การปล่อยการวางจึงไม่บังเกิดกับจิตใจ แล้วพระอานนท์ก็คิดขึ้นได้เองว่า
“รู้แล้วหนอ เราต้องวางบางอย่างลง เพื่อรับสิ่งใหม่บางอย่างเข้ามาแทนที่”
พระอานนท์จึงคิดพักผ่อนสักครู่ ค่อยลุกมาปฏิบัติ เมื่อค่อยๆ ล้มตัวเอียงลงนอนเท่านั้นเอง ในกิริยากึ่งนั่งกึ่งนอนก็บรรลุธรรม เปรี้ยง...นับว่าเป็นพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมในท่าทางที่ไม่เหมือนใครเลย
ดังนั้น การโค้ชตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ หรือเป็นมหาศาสดา ต่างก็ต้องเคยพูดคุยกับตัวเองมาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น การพูดคุยนี้แหละ ทางศาสตร์แห่งการโค้ชเรียกว่า การโค้ชตัวเอง ความจำเป็นของการโค้ชตัวเองนั้นมีมาก เพราะในเมื่อตัวเราปรารถนาที่จะไปเป็นโค้ชในการทำหน้าที่โค้ชเพื่อให้ผู้อื่นหลุดออกจากความทุกข์ ด้วยความคิดและปัญญาของตัวเขาเอง ผู้เป็นโค้ชมีความจำเป็นที่จะต้องใสกระจ่างราวกระจกและมีพลังที่ดีในจิตใจอย่างเต็มปรี่เสียก่อน
โค้ชมือใหม่หลายคนที่ตกม้าตาย เพราะว่าไม่เข้าใจตัวเอง ในเมื่อตัวเราเองยังไม่เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ แล้วเราจะไปโค้ชใครที่ไหนได้ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต
การโค้ชตัวเอง มีหลักคิดในปรัชญาแนวพุทธอย่างหนึ่ง ที่เป็นสัจจะ หรือเป็นความจริงตลอดกาล คือ
“การรู้จักใจตัวเองโดยรอบแล้ว มีหรือที่เราจะไม่รู้ใจของผู้อื่นโดยรอบเช่นกัน”
ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียนศาสตร์แห่งการโค้ช จะต้องรู้จักตัวเองอย่างดีพอ และสามารถโค้ชตัวเองได้อย่างแยบยล และทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้ เมื่อเรายังสามารถทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงในยามที่เราสับสนกังวล หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จนพบคำตอบ ผมถือว่าบุคคลนั้นย่อมสามารถโค้ชผู้อื่นให้บรรลุถึงเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน
การโค้ชตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ เพราะในบางห้วงของชีวิตเรานั้น เมื่อเจอจุดล็อกทางความคิดที่คล้ายปัญหาหนักเข้ามากระทบ หรือมีเรื่องยากๆ ให้ตัดสินใจ บางเรื่องก็ไม่อาจที่จะหันหน้าไปปรึกษาใครได้ เพราะเป็นเรื่องครอบครัว เป็นต้น
การที่ได้โค้ชตัวเองนี้แหละ จะทำให้คุณได้พบคำตอบที่ออกมาจากตัวของคุณเองและเป็นคำตอบที่ค่อนข้างทำให้คุณเกิดความพอใจและบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง...สนใจเรื่องการโค้ช ลองไปหาอ่านจากหนังสือ โค้ชวิถีพุทธ ราคา 170 บาท ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ทุกสาขา


