posttoday

‘โค้ชวิถีพุทธ’

05 กุมภาพันธ์ 2560

ขอเขียนถึงหนังสือเล่มใหม่ของตัวเอง “โค้ชวิถีพุทธ” ร้อนๆ มาจากแท่นพิมพ์ หนังสือเล่มนี้ได้นำเอากระบวนการ

โดย...ราช รามัญ

ขอเขียนถึงหนังสือเล่มใหม่ของตัวเอง “โค้ชวิถีพุทธ” ร้อนๆ มาจากแท่นพิมพ์ หนังสือเล่มนี้ได้นำเอากระบวนการจากต่างประเทศทางตะวันตกมาผสานกับความเป็นปรัชญาแห่งพุทธศาสตร์ทั้งระบบมหายานและเถรวาทจึงได้มาเป็นหนังสือเล่มนี้

ระบบการสอนทั่วไป นิยมแบบสมัยโบราณ คือ นำเอาความรู้ของตนเองที่มีถ่ายทอดออกไปเพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ฟังนั้นจดจำท่องจำ แล้วนำเอาไปใช้กับชีวิต แต่ระบบของการโค้ชชิ่งนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ที่ฟัง ซึ่งตามศาสตร์นี้เรียกว่า โค้ชชี่ ได้ตระหนักและสำนึกรู้ได้ด้วยตัวเองจากกระบวนทางความคิดของตัวเอง

พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงใช้วิธีการสอนแบบนี้เช่นกัน แต่ทางภายในศาสนาเราอาจจะเรียกกันว่า เทศนาบ้าง เทศน์โปรดบ้างบางครั้งพระพุทธองค์ทรงตรัสแบบตั้งคำถามเพื่อให้ตอบ บางครั้งก็เป็นผู้ตอบคำถามเสียเองกับบางคำถาม วิธีการสอนหรือเผยแผ่ธรรม หรือจะเรียกอะไรก็สุดแท้แต่ จะได้ผลเลิศกว่าเพียงแค่การสอนแบบตรงๆ มาบรรยาย หรือมาสาธยาย

พระสงฆ์ถ้าได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งการโค้ชชิ่ง งานเผยแผ่พระศาสนาย่อมจะกว้างขวาง และทำให้ผู้ที่ฟังธรรมนั้นเกิดประโยชน์จากการโค้ชอย่างอิ่มและปีติในธรรม

การพัฒนาตนเองแบบไม่หยุด เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ใหม่ๆ หลักคิดในการพัฒนาตนเองที่ผมได้มาจากผู้ใหญ่จากหลากหลายวงการทำให้ผมสามารถนำเอามาต่อยอดได้กับการใช้ในชีวิตจริงเสมอ คำว่า โค้ช ที่ผมรู้จักครั้งแรกเมื่อพี่ชายผมกลับมาจากอเมริกา มาแนะนำและสอนผมเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ความสนใจของผมตอนนั้นยังไม่มาก และตอนที่ทำหนังสือให้อาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง และ โค้ชปกรณ์ ในหนังสือที่ชื่อว่า ใช้ชีวิตคิดแบบโค้ช ซึ่งได้รับความนิยมมาก

ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้หลงใหล วิชา โค้ชชิ่ง โดยปริยาย ในที่สุดแล้วเมื่อได้เวลาในการตกผลึก ผมจึงศึกษาเรื่องของศาสตร์โค้ชชิ่ง (Coaching) อย่างจริงจังกับบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้เพิ่มเติม ท่านแรกคือ โค้ชนุ่น-นภัส มรรคดวงแก้ว และอีกท่าน คือ โค้ชเทอดทูน ไทศรีวิชัย สองท่านนี้มีความรู้ด้านโค้ชแนวหน้าของเมืองไทยเลย ความจริงมีอีกหลายท่านแต่ผมศรัทธาทั้งสองท่านนี้อีกท่านหนึ่งอาจารย์ณรงค์วิทย์ท่านคอยบ่มเพาะและให้กำลังใจมาโดยตลอดเวลา

ผมพยายามศึกษาทุกแง่มุมของความรู้ทางศาสตร์โค้ชชิ่ง เพราะเมื่อต้องการรู้อะไรสักอย่าง ผมต้องการรู้ให้จริง เมื่อพอมีความรู้ทางด้านโค้ชมากขึ้น ก็นำเอามาเชื่อมโยงและผนวกกับวิถีแห่งความเป็นพุทธที่พยายามมีการสอนเพื่อให้ผู้คนหมดจากความทุกข์ด้วยให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง

ซึ่งผลลัพธ์และวิธีการหลายอย่าง เป็นไปในมุมมองเดียวกับวิธีการโค้ช เพียงแต่สิ่งที่พระพุทธศาสดาโค้ชหรือให้ธรรมะไปนั้น เพื่อให้เกิดปัญญาหมดทุกข์และหมดกิเลส แต่บางคนอาจคิดแย้งกลับกันว่า ตามศาสตร์ของความเป็นโค้ช โค้ชไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในมุมมองความคิดที่คล้ายกับจะเป็นปัญหาของโค้ชชี่ แต่ความจริงเป็นเพียงแค่การล็อกความคิด ไม่ใช่ปัญหา แต่เราอาจใช้คำว่า ปัญหา เข้ามาแทนในการสื่อสารเท่านั้น อาทิ โค้ชชี่อาชีพนักแข่งรถ แต่ผู้ที่จะเป็นโค้ชไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถเป็นหรือไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักแข่งรถด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถเป็นโค้ชให้ได้ และนำพาโค้ชชี่หลุดออกจากข้อกังวลในความคิดที่คล้ายกับเป็นปัญหาได้ ด้วยศาสตร์แห่งการโค้ชที่ทำให้โค้ชชี่เกิดปัญญาขึ้นมาเองจากการตั้งคำถาม

แต่สำหรับพระพุทธศาสดา พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ มีพระปัญญามาก แล้ววิธีการของพระองค์จะเหมือนการโค้ชได้อย่างไร แน่ล่ะ ถ้าอ่านหรือรู้จักพระพุทธศาสนาในมุมแบบของเถรวาทเพียงอย่างเดียว ก็ต้องย่อมเข้าใจในบริบทเดียว แต่ถ้าหากได้มีโอกาสศึกษาของมหายานอย่างจริงจัง จะพบได้ว่า หลายครั้งที่พระพุทธศาสดาตรัสเรื่องธรรมะแบบถามตอบ เป็นวิธีเดียวกับศาสตร์ของการโค้ชอย่างน่าฉงน

โค้ชวิถีพุทธ จึงเป็นอะไรที่บอกได้ว่า นำเอาธรรมะของพระพุทธศาสนามาสอดแทรกตามความเหมาะสมในการหยิบยกเป็นตัวอย่าง แต่ทุกขั้นตอนของการโค้ชและเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถาม การฟัง การสะท้อน การย้อนกลับไปชื่นชมในตัวโค้ชชี่ ล้วนแต่นำเอาวิธีแห่งหลักธรรมของพุทธเข้ามาร่วมด้วยได้อย่างกลมกลืน ถ้าศึกษาแล้วนำเอาไปใช้อย่างจริงจังแล้วเรื่องของศาสตร์แห่งการโค้ชไม่ได้ยาก หรือง่ายจนกระทั่งไม่ต้องศึกษา เพียงแต่ถ้าหากคุณรู้หลักอย่างแท้จริงแล้ว คุณก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ได้อย่างมีคุณภาพแท้จริง... n

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

"บ้านชาวไทย" คืนความมั่นคงให้คนเมือง มีบ้านราคาถูกกว่าตลาด 30%