นิราศหนองคาย คนเขียนถูกเฆี่ยน และติดคุก ต้นฉบับถูกเผา
ตามหัวเรื่องดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2421 สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้แต่งนิราศหนองคายคือหลวงพัฒนพงศ์ภักดี
โดย...ส.สต
ตามหัวเรื่องดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2421 สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้แต่งนิราศหนองคายคือหลวงพัฒนพงศ์ภักดี หรือบรรดาศักดิ์ในขณะนั้นคือขุนพิพิธภักดี ชื่อเดิม ทิม สุขยางค์ ได้แต่งขึ้น ขณะที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง) ที่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. 2418 และกลายเป็นเรื่องดังเมื่อมีการพิมพ์นิราศฉบับดังกล่าวออกจำหน่าย และเผยแพร่ใน พ.ศ. 2421 แต่รัชกาลที่ 5 ไม่โปรดฯ ทรงรับสั่งให้เก็บเผาทำลายทั้งต้นฉบับ และที่พิมพ์เผยแพร่ อย่าให้ติดเปนแบบอย่างอยู่ในแผ่นดินสืบไป พร้อมทรงลงพระราชอาญาเฆี่ยนขุนพิพิธภักดี 50 ที และให้จำคุก 8 เดือน
ส่วนฉบับที่มีให้อ่านกันในขณะนี้ เพราะพระปรีชาญาณของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสั่งให้คัดลอกเก็บไว้ที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2459 (หลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต แปลว่าต้นฉบับถูกเก็บไม่หมด)
ผู้เขียนยกเรื่องนี้มาเล่า สืบเนื่องมาจากวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระประทีปแห่งประวัติศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2559 ณ ห้องประชุมหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมการอ่าน เนื่องด้วยสมเด็จฯ ท่านเป็นนักคิดนักเขียน และนักค้นคว้า ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงประพันธ์เรื่องต่างๆ ไว้ไม่น้อยกว่า 1,050 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วรรณคดี โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม ในโอกาสนี้ สำนักหอสมุดฯ ได้เชิญรองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต วิงวอน มาบรรยายเรื่องประทีปด้านภาษา และวรรณกรรม ซึ่งท่านอาจารย์บรรยายผลงานที่สมเด็จฯ ท่านทรงไว้หลายเรื่องหลายประการในเวลาที่จำกัด 2 ชั่วโมง เต็มไปด้วยประเด็นน่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าภาษา โบราณคดี วรรณคดี วัฒนธรรม ประเพณี แม้กระทั่งมาตรฐานการเขียนประะวัติบุคคลที่ใช้พิมพ์ในงานศพ หรือประวัติศาสตร์ เช่นหนังสือไทยรบพม่า นั้น ท่านได้ค้นคว้าหาข้อมูล คล้ายกับงานวิจัยสมัยนี้ เพราะอ้างอิงจากพงศาวดารภาษาไทย จดหมายเหตุไทย บันทึกของฝั่งเช่น Jeremais van Vliet (จดหมายเหตุ วันวลิต) ต่อมาเมื่อมีข้อมูลใหม่ ก็แก้ไขหากมีการคลาดเคลื่อน
ที่น่าทึ่ง แสดงถึงพระปรีชาญาณที่มองการณ์ไกล ของสมเด็จฯ ที่ทรงสั่งเมื่่อ พ.ศ. 2459 ให้คัดลอกหนังสือนิราศหนองคาย ที่แต่งโดยหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) มาเก็บไว้ที่หอพระสมุดสำหรับพระนคร จึงทำให้สามารถรักษานิราศประวัติศาสตร์นี้ แม้ว่าในกาลต่อมาจะมีการดัดแปลงถ้อยคำ ก็ดำเนินการโดยนักปราชญ์กรมศิลปากร นับตั้งแต่อธิบดี ถึงนักอักษรศาสตร์ลือนามเช่นอาจารย์ หรีด เรืองฤทธิ์ เป็นต้น ดังที่ บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ กรมศิลปากร เรียบเรียงไว้ ในคำชี้แจงการตรวจสอบต้นฉบับ นิราศหนองคาย ว่า นิราศหนองคาย เมื่อพิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอสมิธ พ.ศ. 2421 เพื่อจำหน่ายนั้น เป็นหนังสือที่ถูกสั่งให้เผาทำลาย ผู้ประพันธ์ถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนและจำขังคุก เนื่องจากเนื้อหาหนังสือบางส่วนในนิราศหนองคาย กล่าวพาดพิง กระทบกระเทือนทำให้ผู้อื่นเสียหาย ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 5 ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก 1240 ดังนี้
ข่าวส่งอ้ายทิมไว้ ณ คุก.0. ณ วันศุกร์ เดือนเก้า ขึ้นสิบแปดค่ำ ปีขาน สัมฤทธิศก ศักราช 1240 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสดจประทับพระที่นั่งบรมราชสฐิตมโหฬาร มีพระบรมราชโองการมารบัณฑรสุรสิงหนาท ดำรังสั่งพระยามมหามนตรีศรีองครักษ เจ้ากรมพระตำรวจในขวา ให้เอาตัวอ้ายทิม ขุนพิพิธภักดี ในกรมพระสรัศวดี เป็นคนคิดนิราศหนองคาย ถ้อยคำฟุ้งซ่านรานระเหลือเกินมากนัก ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน 50 จำคุกไว้ และหนังสือนิราศหนองคายที่พิมพ์เยบเป็นเล่มไว้นั้น ใครได้ซื้อมาอ่านมาฟัง ให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เกบเอามาเผาไฟเสียให้สิ้น อย่าให้มีเปนแบบฉบับเหลืออยู่ได้ พระยามหามนตรีศรีองครักษ รับพระบรมราชโองการ นำเอาตัวอ้ายทิม ขุนพิพิธภักดี ลงพระราชอาญาเฆี่ยน 50 ทีส่งหลวงพัศดีกลางจำขังคุกไว้ (จำคุก 8 เดือน)
นิราศเล่มนี้มีประวัติการคัดลอก และการจัดพิมพ์ โดยจำแนกเป็นฉบับต่างๆ ได้ถึง 6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่พิมพ์ พ.ศ. 2559 โดยกรมศิลปากรเป็นฉบับล่าสุด ซึ่งกรมศิลปากรออกตัวว่า ฉบับพิมพ์พุทธศักราช 2559 นี้ อาจมิใช่ฉบับสมบูรณ์ที่สุดเพราะไม่สามารถตรวจสอบกับต้นฉบับสมุดไทยได้ ประกอบกับตอนปลายของเรื่องที่คัดลอกจากสมุดไทยเล่ม 3 (ตอนปลาย) และสมุดไทยเล่ม 4 ซึ่ง หรีด เรืองฤทธิ์ เป็นผู้คัดลอกไม่อาจทราบได้ว่ามีการตรวจ คัด ตัดตอน หรือไม่อย่างไร นิราศหนองคาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา สืบค้นกันต่อไป เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาวรรณคดี และประวัติศาสตร์ของชาติ
เพื่อให้ได้อรรถรส นิราศหนองคาย จึงคัดลอกให้อ่านเป็นกระษัย ดังนี้
แลท่านทำแหวนเพชรสิบเอ็ดวง หวังใจจงแจกจ่ายนายทหาร ที่ไม่ย่อหย่อนเข้ารอนราญ ใครทำการศึกสำเร็จบำเหน็จมือ แต่อย่างไรก็ไม่ได้รบเป็นแน่ เพาะท้อแท้ไม่อยากไปหมีใช่หฤา แต่ทำแหวนเพชรไปให้เขาฤา พอเสร้จทัพกลับใส่มือนางละคร ไม่ต้องเสียแหวนเพชรสักเม็ดเดียว ทำกราวเกรียวพอให้ชื่อลือกระฉ่อน แต่ขี้ขลาดท่านยังอาจมาทำกลอน หวังจะอวดราษฎรให้เลื่องลือ ทั้งเสื้อผ้าสารพัดท่านจัดครบ ถ้าใครรบจริงใจไม่วิ่งตื้อ เข้าตีข้าศึกแยกให้แตกฮือ จดเอาชื่อแล้วจะได้ให้รางวัล
ประวัติหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์)
ทิม (สุขยางค์) เกิดในรัชกาลที่ 3 เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน 2 ขึ้น 11 ค่ำ ปีมะแมนพศก จุลศักราช 1209 พ.ศ. 2390 ตระกูลเป็นพ่อค้า จอดแพอยู่หน้าวัดราชบุรณะในกรุงเทพฯ บิดาฝากตัวอยู่กับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง แต่ยังเป็นพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ เมื่อในรัชกาลที่ 4 ทิมบวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดราชบุรณะ 3 พรรษา ได้ศึกษากระบวนหนังสือไทยในเวลาเมื่อบวช ครั้นปีมะเมียโทศก พ.ศ. 2413 ในรัชกาลที่ 5 ทิมลาสิกขาบท มาเป็นทนายอยู่กับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงเมื่อเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงใช้สอยชอบใจจึงใช้เป็นคนใกล้ชิดติดตัวมาแต่ครั้งนั้น ครั้นถึงปีกุนสัปตศก พ.ศ. 2418 เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงได้เป็นแม่ทัพคุมกองทัพกรุงเทพฯ ทัพ 1 ซึ่งจะยกไปรบฮ่อที่เมือหนองคาย เอาทิมเป็นทนายไปด้วย
ภรรยาชื่อเสงี่ยม มีบุตรชาย 2 คน ล้วนแต่เป็นอภิชาตบุตร คนแรกชื่อสรรเสริญ เรียนจบวิชายันตรศาสตร์ ในเมืองอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา รับราชการตำแหน่งเจ้ากรมทาง อยู่ในกระทรวงคมนาคม มีบรรดาศักดิ์ที่พระผดุงสาครศาสตร์ บุตรอีกคนชื่อสาโรช กำลังเรียนที่ประเทศอังกฤษ ( พ.ศ. 2459)
หลวงพัฒนพงศ์ภักดี ถึงแก่กรรม วันที่ 4 ต.ค. 2458 อายุ 68 ปี


