
"ไพบูลย์" สั่งตรวจรถจดประกอบ7พันคันให้เสร็จใน10เดือน
รมว.ยธ.สั่ง 7หน่วยงานตรวจรถจดประกอบกว่า 7 พันคันให้เสร็จภายใน 10เดือน คัดแยกกลุ่มต้องสงสัยผิดกฎหมายเพื่อดำเนินคดี
รมว.ยธ.สั่ง 7หน่วยงานตรวจรถจดประกอบกว่า 7 พันคันให้เสร็จภายใน 10เดือน คัดแยกกลุ่มต้องสงสัยผิดกฎหมายเพื่อดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 7 มี.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม (ยธ.) แถลงภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามและเร่งรัดการดำเนินการกรณีขบวนการรถจดประกอบรวม7 หน่วยงานประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมการขนส่งทางบก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินการกับรถจดประกอบจำนวน 7,123 คัน เบื้องต้นจะส่งรถทั้งหมดไปให้กรมการขนส่งฯยืนยันจำนวนรถจดประกอบในรถระบบ7,123 คันตรงกันหรือไม่ โดยให้ตรวจสอบหมายเลขเครื่องยนต์ และตัวถังของรถแต่ละคันเพื่อส่งกลับมาให้ดีเอสไอ
จากนั้นจะนำข้อมูลส่งต่อไปให้กรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบว่าเป็นรถจดประกอบถูกต้องหรือสงสัยว่าผิดกฎหมาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเกิดความชัดเจนว่ารถคันใดถูกต้องตามกฎหมายบ้างเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ครอบครองและคัดแยกออกจากบัญชี เหลือเพียงรถกลุ่มต้องสงสัยว่าผิดกฎหมายซึ่งต้องไปพิจารณาอีกว่าผิดในส่วนใดบ้าง
"จำนวนนี้หากพบว่ารถจดประกอบผิดกฎหมายแน่นอนก็ต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาดและส่งให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญา สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบทั้งหมดต้องแล้วเสร็จภายใน 10 เดือนหรือสิ้นสุดในเดือนธ.ค. 59 เนื่องจากแต่ละหน่วยงานได้ร่วมกันประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว และหลังจากนี้ไปดำเนินการให้สังคมเกิดความเข้าใจให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มีข้อสงสัยว่าเลือกปฏิบัติ"พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวว่า รถยนต์ที่ไฟไหม้ที่อ.กลางดง จ.นครราชสีมา ถือเป็นต้นเรื่องให้มีการตรวจสอบขบวนการรถจดประกอบโดยที่ผ่านมาดีเอสไอได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหา 5 ราย ออกหมายจับผู้ต้องหาชาวมาเลเซียอีก 2 ราย ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถและพบว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างสรุปสำนวนสอบสวน
นอกจากนี้การตรวจสอบรถส่วนใหญ่ต้องมีการขอความร่วมมือกับต่างประเทศในการยืนยันข้อมูลทำให้ต้องใช้ระยะเวลา อย่างไรก็ตามเบื้องต้นดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษแล้ว 11 คดีมีการส่งข้อมูลให้กรมศุลกากรตรวจสอบล็อตแรก 399 คันในจำนวนนี้มีการประเมินและเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาดไปแล้ว 8 คันเป็นเงินจำนวนกว่า 3 ล้านบาท
พ.ต.อ.กรวัชร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอถูกมองว่าการทำงานล่าช้าเป็นเพราะบางส่วนกรมศุลกากรก็ส่งกลับมาให้ดีเอสไอตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การทำงานหลังจากนี้เชื่อว่าจะดำเนินการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมีการแบ่งงานที่รับผิดชอบตามชัดเจน โดยแนวทางการตรวจสอบได้กำหนดให้กรมการขนส่งฯกลับไปตรวจสอบข้อมูลรถจดประกอบหลังมีการยกเลิกการจดประกอบไปแล้วว่า ขณะนี้มียอดรถจดประกอบที่จดทะเบียนแล้ว 7,123 คันใช่หรือไม่ พร้อมกับทำบัญชีหมายเลขเครื่องและเลขตัวถัง ก่อนส่งข้อมูลไปยังประเทศต้นทางหรือแหล่งผลิตให้ตรวจสอบรถยนต์ เลขเครื่องและตัวถัง ในขั้นตอนนี้กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3เดือน หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังตรงกันจะต้องนำมาประเมินภาษีเรียกเก็บอากรในส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วนและให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาฐานสำแดงเท็จให้แล้วเสร็จภายใน6 เดือน
"หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังไม่ตรงกันให้เชื่อว่าเป็นการนำเข้าแบบจดประกอบอย่างถูกต้อง แต่หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังตรงกัน ต้องส่งข้อมูลกลับไปให้กรมศุลกากรตรวจสอบผู้นำเข้าตัวถังและเครื่องยนต์ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกันหรือไม่เพื่อสืบสวนความเกี่ยวข้องของผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2553-2556 มีการนำเข้ารถจดประกอบ 7,123 คันแต่การตรวจสอบมีความล่าช้าทำให้สังคมเกิดความสงสัยในการทำงาน"พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าว
พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวอีกว่า ส่วนใหญ่คดีที่พบลักษณะเป็นการนำเข้าเป็นขบวนการ ซึ่งกรมศุลกากรต้องส่งข้อมูลที่พบทั้งหมดให้ดีเอสไอดำเนินคดี หากพบความผิดทางอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินคดีอาญาและดำเนินการทางวินัยควบคู่กันด้วยนอกจากนี้ยังขอให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบโรงงานที่มีใบอนุญาตประกอบรถแต่ไม่สามารถดำเนินการได้จริงเพื่อยกเลิกใบอนุญาตหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย







