
ค้าปลีกอาเซียนโตพรวด อีก 5 ปี แตะ 1.54 ล้านล้าน
ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 ตลาดค้าปลีกอาเซียน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 ตลาดค้าปลีกอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดโลกจะมีมูลค่า 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ” อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฉายภาพตลาดค้าปลีก ในงานสัมมนา “อนาคตค้าปลีกไทยและอาเซียน”
แม้หากมองในแง่มูลค่าจะมีสัดส่วนเพียง 5% ของมูลค่าตลาดโลก แต่ตลาดค้าปลีกอาเซียนกลับมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก และยังมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม
“คาดการณ์ว่าในปี 2563 ค้าปลีกอาเซียนที่มีมูลค่าสูงสุดจะอยู่ที่อินโดนีเซีย รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์และไทย แต่ถ้าในอัตราการเติบโตต้องยกให้อินโดนีเซียและเวียดนาม เพราะมีเงินลงทุนไหลเข้าไปยังมาก ทั้งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) การสร้างและขยายโรงงานการผลิตต่างๆ ส่งผลให้รายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มมากขึ้น” อัทธ์ กล่าว
สำหรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในอินโดนีเซียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะเปลี่ยน จากเดิมส่วนใหญ่เป็นร้านค้าแบบดั้งเดิม 90% ลดลงเหลือ 80% ขณะที่กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) จะมีสัดส่วนเพิ่มจาก 10% เป็น 20%
เมื่อเจาะลึกรายประเทศ ประเมินว่า มูลค่าธุรกิจค้าปลีกของอินโดนีเซียในปี 2563 จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้อยู่ที่ 4.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ย 14.9% มาเลเซียคาดว่าจะอยู่ที่ 1.73 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเฉลี่ย 10.4% จากปีนี้ที่ 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 7.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จาก 4.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.3%
ด้านฟิลิปปินส์ คาดว่ามูลค่าค้าปลีกในปี 2563 จะเพิ่มเป็น 2.01 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 1.51 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวเฉลี่ย 7.8% ส่วนเวียดนามคาดว่าจะอยู่ที่ 1.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้ 9.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มเฉลี่ย 13.2% ขณะที่มูลค่าค้าปลีกไทยในปี 2563 คาดว่าจะมีมูลค่า 1.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้ 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มเติบโตเฉลี่ย 9.9%
อัทธ์ ได้อธิบายต่อว่า โครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมจะลดจาก 40% เหลือ 30% สวนทางกับธุรกิจโมเดิร์นเทรด จะเพิ่มจาก 10% เป็น 20% ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยส่วนที่เติบโตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอี-คอมเมิร์ซและร้านสะดวกซื้อ
“อี-คอมเมิร์ซน่าสนใจมาก คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% ในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันแค่ 2% ตอนนี้การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ง่ายและสะดวกมากขึ้น ระบบการจ่ายเงินน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ใช้มั่นใจมากขึ้น” อัทธ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียน พบว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างช้า เพราะโตเฉลี่ย 10% ขณะที่เมียนมาโตเฉลี่ย 18% เวียดนาม 13.2% และอินโดนีเซีย 14.9% และมองว่ากลุ่มค้าปลีกแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีและร้านค้าห้องแถวจะอยู่ไม่ได้
นอกจากนี้ หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) จะเริ่มเห็นธุรกิจค้าปลีกจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย เข้ามาทดสอบตลาดค้าปลีกในไทย เพราะไทยมีขนาดตลาดที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับตลาดตัวเอง จึงทำตลาดได้ง่าย รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนด้วย
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกจากกลุ่มประเทศนอกอาเซียนอย่างญี่ปุ่นเริ่มขยายการลงทุนมาในไทยแล้ว โดยใช้ความแตกต่างของสินค้าและความชื่นชอบญี่ปุ่นของคนไทยเป็นจุดขาย
อย่างไรก็ดี อัทธ์ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าใน 5 ปีนี้ธุรกิจค้าปลีกไทยไม่ทำอะไร ก็อาจทำให้ธุรกิจค้าปลีกของไทยโดนแซงหน้าได้ เพราะตอนนี้เวียดนามก็ไล่หลังไทยมาติดๆ และยังมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่องด้วย







