posttoday

‘เชียงของ’ไม่เหมาะอุตสาหกรรม ‘บีโอไอ’ ศก.พิเศษ ทำชาติเสียประโยชน์

22 ธันวาคม 2558

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ประกาศให้ 3 อำเภอ ใน จ.เชียงราย ประกอบด้วย อ.แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ประกาศให้ 3 อำเภอ ใน จ.เชียงราย ประกอบด้วย อ.แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ เป็นพื้นที่รองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2 ซึ่งจะดำเนินการในปี 2559

มีความเป็นไปได้สูงที่ “ป่าชุมชนบุญเรือง” ต.บุญเรือง อ.เชียงของ เนื้อที่ 3,021 ไร่ จะถูกเพิกถอนสภาพจาก “พื้นที่สาธารณประโยชน์เลี้ยงสัตว์” ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2510 เปลี่ยนเป็น “ที่ดินราชพัสดุ” เพื่อรองรับการตั้งนิคมอุตสาหกรรม

นั่นเพราะคณะกรรมการจัดหาที่ดินระดับจังหวัดได้นำเสนอป่าชุ่มน้ำแห่งนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แล้ว หากที่ประชุมมีมติเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน กนพ. สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการเพิกถอนสภาพป่าได้ทันที

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเวทีเสวนาเรื่อง เข็นเขตเศรษฐกิจพิเศษปั๊มจีดีพี แลกฐานทรัพยากร-วิถีชุมชน? ภายในงานเปิดตัวโฮงเฮียนแม่น้ำของ อ.เชียงของ โดย เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ฉายภาพศักยภาพของ จ.เชียงราย สะท้อนถึงการพัฒนาของรัฐที่ผิดทิศผิดทาง

อาจารย์เดชรัต เริ่มต้นด้วยการเทียบเคียงข้อมูลการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ภายหลังธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยสูญเสียต้นทุนจากนโยบายเศรษฐกิจพิเศษที่แพงเกินไป โดยพบว่าประเทศไทยเสียประโยชน์จากการยกเว้นภาษี (บีโอไอ) ให้เอกชนถึงปีละ 2.8 แสนล้านบาท แต่กลับทำให้เกิดการจ้างงานได้เพียง 5.5 หมื่นคนเท่านั้น

“นั่นหมายความว่ารัฐบาลสูญเสียเงินไป 5 ล้านบาทต่อการสร้างแรงงานหนึ่งคน ในขณะที่แรงงานเหล่านั้นมีรายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 2 แสนบาท เท่ากับว่ารัฐยอมสูญรายได้ 2.8 แสนล้านบาท/ปี เพื่อสร้างรายได้จากการจ้างงานเพียง 1.1 หมื่นบาท/ปี จึงสามารถสรุปได้ว่าเราสูญเสียประโยชน์ไปประมาณ 25 เท่า” นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ ระบุ

อาจารย์เดชรัต ให้ภาพต่อไปว่า ที่ผ่านมามักมีความคิดกันว่าภาคการเกษตรของไทยเริ่มถดถอย แต่หากพิจารณาข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2550-2555 รวมระยะเวลา 5 ปี พบว่า การเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่ทำเงินได้สูงสุดของ จ.เชียงราย คือกว่า 3 หมื่นล้านบาท/ปี มากกว่าภาคการค้าและการบริการ ขณะที่ภาคอุตสาห กรรมอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท/ปีเท่านั้น

ศักยภาพของ จ.เชียงราย คือภาคการเกษตร แนวคิดที่ต้องเป็นนิคมอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้สอดคล้องกับ จ.เชียงราย ที่มีเศรษฐกิจทางการเกษตรเป็นอันดับ 10 ของประเทศ แต่ปัญหาสำคัญคือในขณะที่ภาคเกษตรเติบโต แต่สัดส่วนความยากจนกลับลดลงช้าเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ โจทย์จึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

ถ้าแบ่งคนเชียงรายเป็น 5 กลุ่มตามรายได้ พบว่าคนประมาณ 40% เป็นคนที่มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งรายจ่ายเกินครึ่งคือค่าอาหาร ข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์แปลว่าเราไปไม่รอด แต่เราไม่เคยยกมาพูดกัน มัวแต่ปั่นจีดีพีทั้งที่คนไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

“ผมเสนอว่าการพัฒนาของเชียงรายควรจะตั้งอยู่บนฐานการเกษตร แต่ไม่ใช่การเกษตรที่เน้นการเติบโตทางด้านรายรับอย่างเดียว ให้ตั้งบนฐานของการเกษตรที่จะลดรายจ่ายด้วย นั่นคืออาหารที่เขาผลิตนั่นเอง ทำอย่างไรให้เกิดการผลิตและกระจายสินค้าในพื้นที่ได้ดีขึ้น ในระดับจังหวัดไปจนถึงข้างเคียง” อาจารย์เดชรัต เสนอทิศทางการพัฒนา

นอกจากนี้ หากพิจารณาสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของ จ.เชียงราย พบว่ามีป่าสมบูรณ์หลายแห่ง มีปริมาณน้ำฝนสะสมตลอดปีสูงที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ดังนั้นจึงไม่ควรเพิ่มพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อทำลายความมั่นคงดังกล่าว

อาจารย์เดชรัต ยกตัวอย่างป่าบุญเรืองซึ่งถูกรัฐระบุว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม จากการเก็บข้อมูลแล้วพบว่ามีความสมบูรณ์มากกว่าเกณฑ์ของป่าเสื่อมโทรมถึง 8 เท่า คำถามคือนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจแบบนี้จะสอดคล้องกับการที่ประเทศจะต้องเสียโอกาสไปหรือไม่ สอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือไม่ และเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่

สงวน ซ้อนกลิ่นสกุล ผู้แทนหอการค้า อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า อ.เชียงของ เป็นอำเภอเล็กๆ ที่มีศักยภาพในการค้าขายระหว่างชายแดนมากกว่า อ.แม่สาย หรือเชียงแสน เนื่องจากอยู่ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ส่วนตัวเชื่อว่าคน อ.เชียงของ ต้องการการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นๆ ต้องมีความเหมาะสมกับพื้นที่

“ทุกวันนี้ช่องทางการค้าขายของคนในพื้นที่ลดน้อยลง ที่สำคัญยังต้องมาแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ค้ารายเล็กๆ กลับหดตัวลงเรื่อยๆ และคนชายแดนก็จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก” สงวน ระบุ

เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิชุมชนในประเทศต้องมีทั้งด้านวัฒนธรรม เช่น การรักษาทั้งประเพณีและทรัพยากรธรรมชาติอย่างแม่น้ำ ผืนป่า กรณีป่าบุญเรือง แม้ยังไม่ได้ตั้งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเต็มรูปแบบ แต่ชาวบ้านก็เตรียมความพร้อมเต็มที่ น่าจะให้สิทธิในการพัฒนาชุมชนแก่ชาวบ้าน รัฐควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกแผนพัฒนาเองตามมติของชุมชน

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ความสำคัญของการเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมหรือไม่ และมีการศึกษาอย่างดีแล้วหรือไม่ว่าจำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมจริงๆ ยืนยันว่า อ.เชียงของ ไม่เหมาะสมกับนิคมฯ และหากมีการผลักดันจริงๆ จะสร้างความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผมรับได้ถ้าไม่ทำลายของเดิม แต่ถ้าของใหม่มาทำลายของเดิม ทำให้เรากลายเป็นอื่น ผมก็คิดว่ามันคงไม่ยุติธรรมกับชาวบ้าน อุตสาห กรรมที่มาพร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นเป็นกิจกรรมแบบวัดดวง คือเราไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างก็เท่ากับเอาประชาชนมาวัดดวงไปวันๆ” นิวัฒน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

แมคโดนัลด์ดึง The Powerpuff Girls แจกกล่องสุ่มกระเป๋าใจฟู 99 บาท