
วางสูตรซีแอลเอ็มวี-ไทย พาร์ตเนอร์สู่อนาคต
ซีแอลเอ็มวี อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ถือเป็น 4 ประเทศสำคัญที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือกับไทยหลายฉบับ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ซีแอลเอ็มวี อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ถือเป็น 4 ประเทศสำคัญที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือกับไทยหลายฉบับ มีพรมแดนเชื่อมต่อกันทางบกอย่างต่อเนื่อง และกำลังกลายเป็น 4 ประเทศที่ไทยต้องให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น
สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จึงจัดงานสัมมนาหัวข้อ ยุทธศาสตร์ไทย ก้าวไกลไปกับ CLMV มีภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ ร่วมแสดงแนวทางการวางสูตรไทยและซีแอลเอ็มวีสู่อนาคต
กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ฉายภาพก่อนว่า ไทยกับซีแอลเอ็มวี มีความสัมพันธ์กันอย่างมากในปัจจุบัน สัดส่วนการค้าระหว่างไทยและซีแอลเอ็มวีคิดเป็นเกือบ 10% แทบจะสูงกว่ามูลค่าที่ไทยค้ากับยุโรป โดยไทยส่งออกสินค้าที่ซีแอลเอ็มวีผลิตไม่ได้ เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก เป็นหลัก ขณะที่นำเข้าพลังงาน แร่ โลหะจากเพื่อนบ้านจำนวนมหาศาล
หากเจาะลงมาที่การค้าชายแดนจะพบว่า มีมูลค่าเติบโตขึ้นมาก การค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาในปี 2557 เติบโตขึ้นจากปี 2556 ถึง 22% ขณะที่ไทย-ลาวก็เติบโต 14% ในช่วงเดียวกัน และไทย-เมียนมาเติบโตเกือบ 10%
ในด้านการลงทุนนั้น ซีแอลเอ็มวีก็ถือว่าเป็นประเทศที่ไทยสนใจไปลงทุนอย่างมาก ข้อมูลสัดส่วนการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ ปี 2557 จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ไทยออกไปลงทุนในอาเซียนมากที่สุด คิดเป็น 48.2% เมื่อเจาะจงลงมาในอาเซียน พบว่าลงทุนในสิงคโปร์ 50.3% ของมูลค่าลงทุนในอาเซียน ตามด้วยซีแอลเอ็มวี 30.5% โดยเมียนมาเป็นประเทศที่นักธุรกิจไทยไปลงทุนมากที่สุดในซีแอลเอ็มวี คิดเป็น 40% ของมูลค่าการลงทุนในซีแอลเอ็มวี
สำหรับนักลงทุนที่เข้าไปในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าไปในอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า เครื่องหนัง และอัญมณี นิยมตั้งโรงงานของตัวเองเลยเพื่อให้ควบคุมความเสี่ยงได้ ขณะที่รายกลางและรายเล็กยังเข้าไปลงทุนในซีแอลเอ็มวีไม่มากนัก
“เราสามารถเป็นพันธมิตรหรือพาร์ตเนอร์กับซีแอลเอ็มวีได้ ไม่ใช่แค่เป็นแหล่งนำเข้าส่งออก อนาคตซีแอลเอ็มวียังได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เรายังสามารถเป็นพันธมิตรกับเขาเพื่อเป็นฐานการผลิตและสปริงบอร์ดสู่ตลาดโลกได้ด้วย”
สแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าต่างประเทศ บอกว่า มีประมาณ 4 เรื่องหลักที่ไทยต้องทำร่วมกับซีแอลเอ็มวี ได้แก่ 1.เป็นมิตรกับภาคธุรกิจ ลดอิทธิพลทางการเมืองลง และสร้างเสถียรภาพในการดำเนินการมากขึ้น 2.สร้างสังคมเปิด ไทยต้องรู้ว่าไทยไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้อีกต่อไป จึงต้องสร้างสังคมเปิดให้นักลงทุนเข้ามา รวมถึงอาจให้ไทยเป็นประเทศหลักเพื่อเชื่อมโยงสู่เพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี
“ถ้าไทยตั้งตัวเองเป็นศูนย์บริการพานักลงทุนต่างชาติต่อยอดไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้ชูจุดขายแค่มาลงทุนประเทศไทย สร้างซัพพลายเชนระหว่างกันให้มากขึ้น นักลงทุนจะยิ่งมองเห็นโอกาสของการเชื่อมโยงการลงทุนในประเทศแถบนี้”
นอกจากนี้ ไทยยังอาจวางยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซีแอลเอ็มวีให้ชัดเจนด้วย เพราะปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศก็ต้องมาต่อเครื่องบินที่สุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ อยู่แล้ว หากวางยุทธศาสตร์ได้ดีก็จะนำรายได้เข้ามาสู่ไทยมากขึ้น
3.พัฒนาคุณค่าของประเทศกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการในไทยต้องพัฒนาตัวเองจากผู้รับจ้างผลิต(โออีเอ็ม) ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบและพัฒนา (โอดีเอ็ม) จากนั้นต้องวางแผนเชื่อมโยงซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมต่างๆ กับประเทศในแถบนี้ ไทยต้องรู้ตำแหน่งทางการตลาดของตัวเองและซีแอลเอ็มวี ไทยไม่ใช่ประเทศที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour Intensive) อีกแล้ว แต่เป็นประเทศที่ใช้ฐานความรู้ (Knowledge-Based)
4.แก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง รัฐบาลไทยเคยพูดถึงการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นเทรดดิ้ง เนชั่น แต่ปัจจุบันการค้าชายแดนจำนวนหนึ่งยังคงเป็นการค้าแบบใต้ดิน ไทยต้องหาทางแก้ปัญหาให้การค้าเหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนดิน ตลาดของไทยก็จะมีโอกาสมากขึ้น
ด้าน กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลมิตรผล เล่าว่า ในภาคเกษตรกรรมนั้น ไทยและประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีสินค้าที่ถนัดค่อนข้างแตกต่างกัน จึงมักไม่ได้เป็นคู่แข่งกันทั้งแง่การผลิตและการส่งออก เช่น เวียดนามถนัดส่งออกกาแฟเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ไทยถนัดส่งออกปาล์มน้ำมัน ทำให้ไทยและประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีโอกาสเป็นพันธมิตร วางกลยุทธ์ร่วมกัน
ทั้งนี้ ไทยถือว่ามีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการวิจัยและการพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) สูงกว่าประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ขณะที่ซีแอลเอ็มวีมีแรงงาน มีทรัพยากรมากกว่าไทย จึงน่าจะส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกันได้
“เราต้องกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยพิจารณาจากขีดความสามารถการแข่งขัน ใครจะผลิตพืชชนิดใดเพื่อส่งออก ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ก่อนหน้านี้ไทยก็เคยตกลงเรื่องการผลิตพืชหลักบางชนิดกับมาเลเซียได้แล้ว หากตกลงกับซีแอลเอ็มวีได้ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ การไปลงทุนในซีแอลเอ็มวีมีปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จ 4 ข้อ ได้แก่ 1.การพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยจัดโปรแกรมแลกเปลี่ยน ต้องให้คนท้องถิ่นของเขามาเรียนรู้งานที่ไทย 2.ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเขา 3.มีวิธีการดำเนินธุรกิจ การวางทิศทางองค์กรที่ดี ใกล้ชิดกับทั้งภาครัฐระดับนโยบาย และระดับท้องถิ่นของเขา เรียนรู้วิธีการปรับตัวอยู่ร่วมกับเขา 4.เป็นนิติบุคคลที่ดี เสียภาษีให้เขา หมั่นดูแลเอาใจใส่ชุมชน ลืมไม่ได้ว่าคนท้องถิ่นยังขาดอะไร







