posttoday

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

31 กรกฎาคม 2560

2 ส.ค.นี้ จะได้รู้ตอนจบของคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ผ่านมานาน 9 ปี จะจบลงอย่างไร

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากเดือนสิงหาฯ เดือด ด้วยคดีแรกกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น.

เหตุการณ์ครั้งนั้นสืบเนื่องจากวิกฤตการเมืองเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ก่อนที่ขยับมาปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จนนำมาสู่การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเช้าตรู่วันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 471 คน

กระทั่งปี 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลต่อ สมชาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งสำนวนให้ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดขณะนั้น

ทว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของอัยการสูงสุดอยู่พักใหญ่ เมื่อ จุลสิงห์ เห็นว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างอัยการ และ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ อัยการไม่อาจดำเนินคดีให้ได้ จึงมีมติส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช.

อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อถอดถอนนายกฯ สมชาย ออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้าย เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2553 วุฒิสภามีมติเสียงข้างมาก 76 ต่อ 49 เสียง ไม่ถอดถอน สมชายออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 หลังกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

สุดท้าย ป.ป.ช.มีมติทำสำนวนฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 ครั้งนั้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้มีมติเลือก เพลินจิต ตั้งพูลสกุล วีระพล ตั้งสุวรรณ ศิริชัย วัฒนโยธิน และชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ชาติชาย อัครวิบูลย์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคฯ พฤษภา พนมยันตร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ นิยุต สุภัทรพาหิรผล ประธานแผนกคดีแรงงานฯ และธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นองค์คณะพิจารณาคดี 

ตามสำนวนฟ้องของ ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 6-7 ต.ค. 2551 จำเลยทั้ง 4 ดำรงตำแหน่ง ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเปิดทางให้ สส.ได้เข้าประชุมสภาในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา สมชาย นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จำเลยที่หนึ่งได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ และเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ขณะนั้น จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น.ขณะนั้น จำเลยที่ 4 พร้อมคณะเข้ารับฟังนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชุมนุม ซึ่ง สมชาย มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

ต่อมาได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการสลายการชุมนุม โดยยิงและขว้างแก๊สน้ำตาที่บรรจุด้วยวัตถุระเบิดแรงสูงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม โดยจำเลยทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลการชุมนุมของประชาชนที่เป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม และไม่ได้ดำเนินการตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมทั้งได้รับบาดเจ็บ และได้รับบาดเจ็บสาหัส 471 ราย ทั้งหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน ถนนพิชัย และถนนสุโขทัย บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณใกล้เคียงท้องที่เขตดุสิต กทม.

จากคำแถลงปิดคดี สมชาย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษามาแล้วว่าไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่มีการกระทำใดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ชุมนุม และไม่มีพยานฝ่ายโจทก์ปากใดที่ชี้ว่าตนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จนก่อให้เกิดความเสียหาย ล้มตายกับผู้ชุมนุม

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานประธานรัฐสภา ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่สามารถเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการได้ เพราะเกินระยะเวลาตามกำหนดแล้ว เพื่อหาทางออกจึงเชิญคณะรัฐมนตรีหารือในเวลาประมาณ 23.00 น. คืนวันที่ 6 ต.ค. 2551 โดยเชิญ พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ เพื่อให้ดูแลเหตุการณ์ และรายงานคณะรัฐมนตรีว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ พร้อมกับ พล.อ.ชวลิต ระบุว่า ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจากตำรวจแล้ว โดย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ขอตัวกลับไปดูแลสถานการณ์ ไม่ต้องการเสียเวลานั่งคุยตรงนี้ ซึ่งตนไม่ได้สั่งการใดๆ เพิ่มเติม เพราะหน้าที่ของการดูแลความสงบเรียบร้อยและการควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังระบุว่า เมื่อเดินมาด้านหน้ารัฐสภาเจอตำรวจ ซึ่งระบุว่ากำลังเจรจาเปิดทางกับผู้ชุมนุม แต่ถ้าหากไม่มีการเปิดทาง อาจต้องใช้แก๊สน้ำตากดดัน ตนจึงห้ามไม่ให้ใช้ เพราะเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย และเกิดความเสียหาย ตนไม่อยากเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ และแจ้ง พล.ต.ท.สุชาติ ว่า ม็อบรุนแรงมากขึ้น ขอให้ดูแลโดยละมุนละม่อม ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติ รับทราบไปปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

คดีนี้ศาลประทับรับฟ้อง เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 และไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 30 มิ.ย. 2560 และนัดอ่านคำพิพากษา วันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น. พร้อมกำชับให้ พล.อ.ชวลิต มารับฟังคำพิพากษา

ก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯ สมชาย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่หนีคดี เพราะจะต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์กับสิ่งที่ดำเนินการ 

ดังนั้น ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ จะได้รู้ตอนจบของคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ผ่านมานาน 9 ปี จะจบลงอย่างไร ซึ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

วิกฤตประชากรจีน อัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 70 ปี