posttoday

เพิ่มยาแรงคุมสื่อออนไลน์ งัดมาตรการเก็บภาษีโฆษณา

07 มกราคม 2560

มาตรการทางภาษีเป็นการบีบผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ เข้าสู่กรอบอำนาจตามกฏหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น

โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จากปัญหาสังคมออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ถูกใช้เพื่อมุ่งหมายโจมตีหมิ่นประมาทผู้อื่น กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีการใช้โซเชียลมีเดียทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองทั้งยังล่วงละเมิดสถาบันหลักของประเทศอย่างรุนแรง

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ได้รับการบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ฟากหนึ่งก่อให้เกิดความกังวลจากนักวิชาการหลายฝ่ายว่า อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอนาคต

ทั้งนี้ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน รายงานสรุปแผนการปฏิรูปสื่อออนไลน์ พบว่า การยับยั้งด้วยการถอดหรือลบเนื้อหาทำได้ยาก เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งติดขัดเรื่องความล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นผู้กระทำความผิดยังคงหลบซ่อนในเงามืด แต่กลับอ้างกฎหมายสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบปิดกั้นเนื้อหาไม่เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากขาดศูนย์ข้อมูลกลางที่ใช้บริหารจัดการคำสั่งศาลให้ระงับการเผยแพร่ไปยังผู้ให้บริการ ISP จึงเกิดปัญหาบัญชีรายชื่อตามคำสั่งศาลที่ต้องการระงับไม่ตรงกัน รวมถึงยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้มูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีมีดังนี้ 1.สร้างช่องทางและประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยตรง เช่น บริษัท Google Inc. และตัวแทนประจำสาขาประเทศสิงคโปร์ ควรให้ความร่วมมือในการถอดเนื้อหา คลิปเสียง วิดีโอ และภาพที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่จากการขอร้องของทางการไทย เว้นแต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายรุนแรง อย่างเหตุระเบิด-ก่อการร้าย ทาง Google ต้องร่วมมือเป็นพิเศษโดยด่วน

2.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเป็นช่องทางประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ทุกหน่วยงาน ซึ่งมีฐานข้อมูลเป็นศูนย์กลางเพื่อใช้สำหรับสืบค้น แม้ว่าการขอข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเพื่อนำไปใช้ดำเนินคดีนั้นไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากมีกฏหมายของแต่ละประเทศคุ้มครองอยู่ แต่ทางผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออก ด้วยการให้รัฐบาลไทยทำข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรงผ่านสถานทูตสหรัฐ

3.ใช้องค์กรภาคประชาชน ภาคธุรกิจในประเทศ ร่วมกันแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อให้เป็นการสร้างกระแสต่อต้านส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศตื่นตัวและตระหนักถึงความไม่พอใจจากสังคมไทยโดยรวม เพราะการแสดงมติต่อต้านจากสังคมมีน้ำหนักเพียงพอจะทำให้ผู้ให้บริการยอมถอด หรือระงับได้

อย่างไรก็ตาม ได้มีการออกมาตรการเพื่อใช้เป็นยาแรงเพิ่มอีกระดับ คือ มาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นการบีบผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ เข้าสู่กรอบอำนาจตามกฏหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยผลการศึกษาของกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภานิติบัญติแห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมียอดเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างประเทศจำนวนเงินกว่า 1.5-2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในอาคต หากยังไม่มีการเก็บภาษีจะทำให้รัฐเสียได้เข้าประเทศถึง 2,000-3,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีจัดเก็บภาษีจากบริษัท Google แล้ว

นอกจากนี้ การเก็บภาษีจากค่าโฆษณาจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ควรกำหนดตามมาตรา 70 หรือมาตรา 76 ทวิ ให้เป็นรายจ่ายต้องห้าม มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ รวมถึงใช้แนวคิดใหม่เรื่องการเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคจากปัญหาคำนิยาม “ธุรกิจออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน” กับ “การมีสถานประกอบการถาวร” โดยรูปแบบการเก็บภาษีสรรพสามิต ทางประเทศอินเดียได้เริ่มจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายแล้วจำนวน 6%

กระนั้นทางการไทย ควรแสวงหาความร่วมมือกับประชาคมอาเซียนเพื่อร่วมมือกันสร้างพลังอำนาจต่อรองเช่นเดียวกับที่กลุ่มประชาคมยุโรปดำเนินการในปัจจุบันนี้

ข่าวล่าสุด

TRUE ปรับโครงสร้างใหญ่ จาก Telenor เป็น “Arise” จุดเปลี่ยนสู่กำไรยั่งยืน