เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง
ฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง
โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อไรที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้รับผลการออกเสียงจาก กกต. ทาง กรธ.จะสามารถเริ่มนับหนึ่งกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเอาคำถามพ่วงมาใส่ได้ทันที
กรธ.มีเวลาแก้ไข 30 วัน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็น 30 วัน หากศาลเห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.ไม่ขัดกับผลประชามติ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเห็นศาลวินิจฉัยว่าขัดกับผลประชามติ กรธ.จะนำกลับไปแก้ไขใหม่ภายใน 15 วัน และส่งมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องจับตา กรธ.เป็นพิเศษในระยะนี้จำนวน 2 ประเด็นด้วยกัน
1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่า กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบัญญัติเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ต้องแก้ไขบทบัญญัติบางส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ กรธ.ยังคิดไม่ตก คือ การเปิดทางให้รัฐสภา (สส.และ สว.) สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง
เดิมที กรธ.กำหนดให้การเลือกนายกฯ ให้เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากเกิดกรณีที่สภาจะเลือกบุคคลจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต.ในวันสมัครเลือกตั้ง จะต้องขอมติจากรัฐสภาเพื่อขอให้สภาเลือกคนนอกบัญชีมาเป็นนายกฯ ได้
ทว่า เมื่อคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ผ่านประชามติ ทำให้เกิดปัญหาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมืองได้จะทำอย่างไร
โดยมีหลายสูตรที่ กรธ.สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการให้รัฐสภามีมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่จะให้รัฐสภามีมติงดเว้นในการใช้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกันกับวันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ทันที หรือจะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้รัฐสภาลงมติในภายหลัง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนึ่งที่เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตด้วย เช่น กรธ.จะขยายอำนาจของวุฒิสภาในการตรวจสอบรัฐบาล
เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้านการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติกกำหนดให้ สว.มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ย่อมอาจเป็นเหตุให้วุฒิสภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยก็ได้
หาก กรธ.ให้ความใส่ใจกับหลักความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ กรธ.ก็อาจเพิ่มอำนาจของวุฒิสภาในระยะ 5 ปีแรกเข้าไป เช่น การให้ สว.สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีอำนาจหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นต้น
แต่กระนั้นถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภานั้นต้องถือว่ายังมีน้อยอยู่พอสมควร เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้การแก้ไขของกรธ.ในลักษณะนี้ขัดกับผลประชามติ ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงบัญญัติแค่การให้สว.มีสิทธิแค่เลือกนายกฯ กับ สส.เท่านั้น
ส่วนเรื่องการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะ กรธ.เห็นตรงกันว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงบัญญัติ คือ ให้วุฒิสภามีหน้าที่ร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้ สว.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนที่ปวงชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.
ดังนั้น เท่ากับว่าการเสนอชื่อนายกฯ ยังเป็นหน้าที่ของ สส.ตามเดิม เหลือแค่การกำหนดทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เท่านั้น
2.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้จัดทำจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับแรกเสร็จ กกต.ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 150 วันนับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้
แม้ตามกฎหมายกระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น กรธ.ก็เริ่มหารือกันบ้างแล้ว โดยร่างกฎหมายที่ถูกโฟกัสจากหลายๆ ฝ่ายมากที่สุด คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียหายจะตกอยู่กับสองพรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไปไล่หาสมาชิกพรรคการเมืองและเริ่มกระบวนการจัดโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด
ย้อนกลับไปดูเมื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.ในเวลานั้นยังคงให้พรรคการเมืองยังมีสถานะตามเดิมด้วยการกำหนดไว้ในมาตรา 135 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ว่า “ให้พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้”
ตรงนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้ กรธ.ไม่ดำเนินการเซตซีโร่พรรคการเมือง แม้ว่าจะมีบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกันก็ตาม
นอกเหนือไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องจับตาไปที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วย เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่กำกับการเลือกตั้ง สส.ให้โปร่งใส และควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อเสียง โดยจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไป ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เตรียมเสนอให้ กรธ.พิจารณาในหลายประเด็น
ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย หรือการห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ซึ่ง กกต.จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเสียด้วยซ้ำ


