รธน.ปิดกั้นอัตลักษณ์ ปม3 จังหวัดใต้โหวต No
ผลประชามติร่างรธน.มีผลคะแนนที่น่าสนใจอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพร้อมใจกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลคะแนนที่น่าสนใจอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพร้อมใจกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นและนัยของผลโหวตที่ทำให้คะแนนออกมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นอะไร
ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ หิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จ.ยะลา วิเคราะห์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างมาก ซึ่งสาเหตุหลักที่ลงคะแนนไม่รับร่างเพราะเกิดความห่วงใยในสองเรื่องหลัก คือ 1.เรื่องการศึกษา ที่ระบุว่ารัฐจะช่วยเหลือการศึกษาให้กับคนไทยทุกคนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น หากใครที่ต้องการเรียนต่อก็ต้องจ่ายเงินเอง จุดนี้เป็นความเข้าใจของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะเขามองว่ามันไม่ถูกต้อง
2.เรื่องของศาสนา ที่รัฐธรรมนูญบรรจุศาสนาพุทธเอาไว้โดยให้รัฐสนับสนุน ซึ่งก็สร้างความกังวลให้คนในพื้นที่ เพราะห่วงเรื่องเสรีภาพของการนับถือศาสนาว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครอง
“รัฐบาลทหารมีส่วนด้วยแน่นอนที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมมองว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ต่อให้เราอยู่ในภาวะปกติ แต่รัฐบาลร่างกฎหมายแบบนี้ออกมา คนในพื้นที่ก็ไม่ยอมรับ” ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ กล่าว
ขณะที่อีกมุมจาก ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ให้ความเห็นว่าผลคะแนนสะท้อนให้เห็นปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่และรัฐบาลก็แก้ไม่ตก โดยเฉพาะเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งเขาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะกับมาตรา 67 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งเสริมสนับสนุนพุทธศาสนา แต่ขณะเดียวกันกลับไม่พูดถึงศาสนาอื่นๆ
“เรื่องการศึกษาด้วยที่ชาวบ้านไม่เห็นพ้อง เพราะหวั่นเกรงว่าลูกหลานจะไม่ได้รับการศึกษาถึงชั้น ม.ปลาย ด้วยร่างรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าให้การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ม.ต้น เท่านั้น คนในพื้นที่ก็เห็นว่าไม่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน” ศรีสมภพ ย้ำ
อย่างไรก็ตาม ศรีสมภพ เล็งเห็นว่าผลพวงจากคำว่ารัฐบาลทหารไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจโหวตร่างรัฐธรรมนูญของคนในพื้นที่ แต่เป็นเพราะชาวบ้านมองว่าอัตลักษณ์ของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ถูกปิดกั้น ก่อนหน้านี้เขาตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่แล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา หนำซ้ำยังถูกกีดกันและปิดกั้นในหลายอย่าง ทั้งการปกครองพิเศษในพื้นที่และอิสระของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่น้อย
“มันก็สะท้อนออกมาเป็นเหตุรุนแรงก่อนการลงคะแนนประชามติ เป็นปัญหาของความเชื่อมั่นจากคนในพื้นที่ เรื่องของความไว้วางใจ ความจริงใจที่รัฐบาลควรจะแสดงออกให้คนในพื้นที่เห็น เพราะอย่าลืมว่ากระบวนการสันติภาพยังคงเดินหน้า แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ชาวบ้านก็หวั่นว่าการพูดคุยเจรจาลดความรุนแรงอาจจะเดินหน้าได้ช้าลงกว่าเดิม” ศรีสมภพ ให้ความเห็นพร้อมสำทับว่า ต้องรอดูในอนาคตจะมีการแก้ไขในประเด็นนี้หรือไม่เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาลุกลามได้ เนื่องจากชาวบ้านรับความรู้สึกว่ารัฐบาลมาปิดกั้นพวกเขาเอาไว้แล้ว
ความเห็นท้ายสุดจาก ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา สะท้อนสาเหตุที่คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย 3 เหตุผล คือ 1.มาจากความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษที่มีความรุนแรง มีความสูญเสีย มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและอาวุธตั้งแต่ปี 2547 คนในพื้นที่จึงตาสว่างมากพอที่จะรู้จักใช้สิทธิทางการเมืองอย่างไรเพื่อให้เข้ากับบริบทในพื้นที่ของตนเอง
2.ก่อนที่จะมีการประชามติหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้มีเหตุการณ์ความรุนแรงโดยเฉพาะระเบิดที่ถี่มากๆ แทบทุกวันทั้ง 3 จังหวัด และยังมีการพ่นสเปรย์ข้อความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใจความระบุว่าไม่ให้รับร่าง ส่วนนี้มีอิทธิพลที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่คล้อยตาม
และ 3.รากเหง้าของปัญหาก็ยังคงอยู่เช่นเดิม รัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขอะไรได้ เพราะดูเหมือนที่ตื่นตัวกันจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง แต่คนในพื้นที่ก็เล็งเห็นว่ายังคงมีปัญหาด้านการปกครอง จึงมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาสร้างความสมดุลในพื้นที่
ตูแวดานียา อธิบายว่า รัฐบาล คสช.ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนในพื้นที่จึงไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวข้องด้วยกับระบอบประชาธิปไตยของรัฐ
“พูดแบบแทงใจดำรัฐ คือ คนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของพวกเขา ไม่ได้สะท้อนตัวตนของพวกเขา ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางชนชาติ คิดแต่เพียงว่าพวกเขาเป็นคนไทยจากบัตรประชาชนเท่านั้น” ตูแวดานียา กล่าว
ด้าน ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ถูกข่มขู่และมีการสร้างบรรยากาศให้หวาดกลัวด้วยการวางระเบิด นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนเรื่องศาสนาในรัฐธรรมนูญไปจนถึงว่าห้ามสวมฮิญาบ ซึ่ง ศอ.บต.จะเร่งชี้แจงต่อไป


