ชำแหละร่างรธน.ไม่ชัดเจน หลังประชามติเสี่ยงขัดแย้ง2ชั้น
การตัดสินใจวันที่ 7 ส.ค. ไม่ว่าอย่างไร ต้องทำเพื่ออนาคตข้างหน้า สร้างบรรยากาศให้มีความหวังร่วมกัน
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
เวทีเสวนาเรื่อง “สรรสาระร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559” ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ผู้อภิปรายต่างเห็นพ้องว่าสาระร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
สุริชัย หวั่นแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์บางเรื่องและแก้ไม่ตกบางเรื่อง แต่ถึงอย่างไรต้องไปลงประชามติ แต่บรรยากาศการเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน มีความเสี่ยง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า 10 ปีกว่าที่ผ่านมา สะท้อนความเห็นที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง หาทางออกไม่ได้ กลายเป็นการยึดอำนาจทางการปกครอง สถานการณ์แบบนี้ยังส่งผลถึงประชามติวันที่ 7 ส.ค. ที่อยู่ในบริบทความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ที่แก้ไขด้วยความรุนแรง การใช้ยาแรงแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ส่งผลให้สร้างปัญหาอื่นโดยไม่ตั้งใจ เป็นการ “ขี่ตั๊กแตนจับช้าง” หรือไม่ สังเกตว่าสังคมไทยขณะนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดลง ซึ่งต้องระวังว่าหากคนไม่อยากออกมาตัดสินใจครั้งสำคัญนี้จะเกิดอะไรกับอนาคตประเทศไทย
“ดังนั้น ผู้นำต้องคิดให้มากขึ้น ไม่ตัดสินคนคิดต่างว่าอยู่ตรงข้าม เพราะยังมีคนเล่นการเมืองโดยไม่สนใจความแตกแยก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหลังจากประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็น 2 ชั้นทันที ต้องพยายามประคองไม่ให้เป็นเรื่องช็อก กระทบกระทั่งกันกลายเป็นสงครามสีรอบใหม่ และคิดว่าภารกิจ 2 ปีเศษ รัฐประหาร กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยความเสี่ยง”
อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยใช้สติ ใช้ความคิดร่วมกัน และ คสช.ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์หรือใช้อำนาจร่วมศูนย์อาจทำไม่ได้อีกในอนาคต รวมทั้งการตัดสินใจไว้แล้ว ทั้งรัฐธรรมนูญผ่านไม่ผ่าน เป็นปัจจัยให้หลายคนอาจคิดว่ามีการวางแผนจะอยู่ยาว โค้งสุดท้ายเราต้องตั้งหลักตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ว่าเกิดอะไร การตัดสินใจวันที่ 7 ส.ค. ไม่ว่าอย่างไร ต้องทำเพื่ออนาคตข้างหน้า สร้างบรรยากาศให้มีความหวังร่วมกัน ไม่สร้างประโยชน์แต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” สุริชัย กล่าว
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า จากการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเขียนเพื่อให้อำนาจกับองค์กรตุลาการมากเกินไป อาทิ ศาลรัฐธรรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจในการสรรหาองค์กรที่จะเข้าไปตรวจสอบฝ่ายการเมือง และยังกำหนดให้สามารถร่วมกับองค์กรอิสระ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนักการเมืองได้ จึงมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าอาจจะกลายเป็นการลดความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งก็เป็นได้
นอกจากนี้ การวางยุทธศาสตร์ชาติวางนโยบายล่วงหน้า 20 ปี เหมาะหรือไม่ หากรัฐบาลใหม่มา ไม่ทำตามเพราะภาวะบ้านเมืองในขณะนั้นอาจนำไปสู่การถอดถอน ครม.ออกจากตำแหน่ง รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา เสนอโมเดลเลือกกันเอง สาขาวิชาชีพ ผ่านร่างนี้ สว.มีสองชุด ชุดแรกมีองค์ประกอบ 250 คน มาจากคณะกรรมการสรรหา คสช.แต่งตั้งทั้งหมด ชุดสอง เลือกไขว้ 200 คน รอกฎหมายลูก ยังไม่เห็นภาพแน่ชัด แต่กำลังถามว่าหากให้อำนาจ สว. 250 คน ไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จุดนี้เป็นองค์กรไม่ยึดโยงกับประชาชนให้อำนาจเท่า สส.ไม่ได้ ตรงนี้คิดคำถามไว้หรือยัง เมื่อผ่านร่างนี้ได้ สว.ชุดแรก 250 คน ตามบทเฉพาะกาลมาอยู่ 5 ปี
พรสันต์ กล่าวอีกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติจะมีผลกระทบหลายประเด็น อาทิ 1.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง 2.ระบบของกฎหมาย อาจทำให้กระทบกับกฎหมายฉบับอื่น 3.ถ้ายังคงให้มีมาตรา 44 อยู่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนต่างชาติจะมองการลงทุนในไทยว่าไม่มีความแน่นอน และ 4.อาจทำให้องค์กรตุลาการ (ศาล) เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ความขัดแย้งระหว่างทางการเมืองระหว่างศาล พรรคการเมือง และองค์กรอิสระกลับมาอีก จนอาจนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง
ด้าน วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. มองถึงการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า จุดประสงค์เพื่อต้องการแก้ปัญหาในอดีตของประเทศ อาทิ การผูกขาดทางการเมือง แก้ปัญหาระบบกลไกรัฐ และการสร้างเรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.นั้นได้เขียนบางเรื่อง ไว้เป็นนามธรรม และนโยบายของรัฐก็ไม่สอดคล้องกับการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ อาทิ ด้านสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และการปฏิรูปประเทศ ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องสิทธิการรักษาระบบสาธารณสุข ไม่มีประเด็นสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของรัฐ และมองว่าอนาคตการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคอาจต้องมีการเก็บเพิ่มก็เป็นได้
ฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประเด็นหลักอย่างประกันสิทธิเสรีภาพ ควรมีการกำหนดให้ชัดเจน ส่วนการดูแลทางด้านสุขภาพควรทำให้เกิดความเสมอภาคและควรมีการตั้งองค์กรขึ้นมาคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใหกิดขึ้น ส่วนประเด็นการปฏิรูปประเทศกับแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ควรทำให้มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกัน
ขณะที่ นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่า ส่วนตัวคิดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ดีกว่าฉบับนี้ ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ที่ให้รายละเอียดดีกว่า รวมถึงหลายข้อก็มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึง 12 ปีที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก สวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ลดลง และด้านสาธารณสุขก็ไม่มีความชัดเจน ดังนั้นมองว่ารัฐบาลควรทำนโยบายเหล่านี้ให้ชัดเจน
สำหรับบทหน้าที่ของรัฐ “นวลน้อย” เสนอว่า รัฐควรเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนให้มากกว่านี้ เพื่อความโปร่งใสและควรทำประเด็นการตรวจสอบคอร์รัปชั่นมีความชัดเจน ส่วนนโยบายทางเศรษฐกิจควรแก้ปัญหาการแข่งขันให้เป็นธรรมควบคู่ไปพร้อมกับพัฒนากลไกตลาด


