posttoday

วิวาทะรัฐธรรมนูญ สิทธิที่หายไป vs สิทธิที่ได้เพิ่ม

02 สิงหาคม 2559

สิทธิที่เพิ่มเข้ามากลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงระหว่างผู้ร่าง และภาคประชาชน ในหลายประเด็น

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จุดขายสำคัญ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำมาชี้แจง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญ 2559 คือร่างที่ “เพิ่มอำนาจต่อรอง” ให้กับประชาชนมากที่สุด ทว่า สิทธิที่เพิ่มเข้ามากลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงระหว่างผู้ร่าง และภาคประชาชน ในหลายประเด็น

1.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า - ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 47 “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” เพราะถูกเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งใช้คำว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน” ในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เช่นเดียวกับการบริการสาธารณสุขของรัฐ “อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ” ก็ถูกย้ายจากหมวดสิทธิและเสรีภาพไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” แทน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงแสดงท่าที “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะกลัวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค จะเปลี่ยนหลักการจาก “รัฐสวัสดิการ” ไปสู่การ “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” แทน

อย่างไรก็ตาม กรธ.ชี้แจงว่าจะไม่ล้มระบบหลักประกันสุขภาพ และให้ดูมาตรา 258 ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งว่าด้วยการปรับระบบหลักประกันสุขภาพทุกกองทุนสุขภาพให้ประชาชน “เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ” “สะดวกทัดเทียมกัน”

2.เรียนฟรี 12 ปี - ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ย้ายหมวดการศึกษาจากสิทธิประชาชน ไปไว้หมวดหน้าที่ของรัฐ และเปลี่ยนคำเป็นให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในมาตรา 54 หรือแปลว่า รัฐจัดการศึกษาให้ฟรี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึง ม.3 จากเดิมที่นโยบายรัฐ ให้เรียนฟรี ตั้งแต่ ป.1-ม.6

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยอมรับว่า เหตุที่เปลี่ยนเพราะการศึกษาก่อนวัยเรียนนั้นสำคัญกว่า ทว่า ในที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรา 44 ขยายเวลาเรียนฟรี เป็น 15 ปี กระนั้นเอง กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ก็ยังรู้สึกไม่พอใจเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 44 เป็นเพียงนโยบาย จะยกเลิกเมื่อใดก็ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ภาคประชาชนยังเห็นว่ากองทุนอาจช่วยประชาชนได้ไม่ทั่วถึง เท่ากับกำหนดให้เป็น ”สิทธิ”

3.ความเป็นอิสระองค์กรปกครองท้องถิ่น - รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า รัฐจะต้องให้ “ความเป็นอิสระ” และมีหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงกำหนดนโยบายตัวเอง

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ได้ตัด “ความเป็นอิสระ” ออกไป รวมถึงหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจต่างๆ ก็หายไป เหลือเพียงการบริการสาธารณะ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มเกณฑ์การจัดตั้ง โดยกำหนดว่าจะต้องมีความสามารถหารายได้ จำนวนและความหนาแน่นประชากร และพื้นที่รับผิดชอบประกอบกันด้วย

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคำว่า “อปท.รูปแบบพิเศษ” ขึ้นมา โดยอาจสามารถหาผู้บริหารท้องถิ่น “โดยวิธีอื่น“ ก็ได้ และยังตัดถ้อยคำ “อปท.ต้องมีสภาและผู้บริหารท้องถิ่น” ออกไป ซึ่งอาจถูกตีความว่า ผู้บริหารอาจมาจากการ “แต่งตั้ง” และไม่จำเป็นต้องมี “สภาท้องถิ่น” ก็ได้

ทั้งนี้ ในสรุปร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ได้ระบุว่า การกำกับดูแลจะทำเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

4.รัฐต้องสนับสนุน “พุทธเถรวาท” - ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ระบุให้ “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น” “รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด”

ที่เพิ่มเติมคือการบัญญัติ “พระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ให้รัฐมีมาตรการปกป้องการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใดต้องให้ความสำคัญกับพุทธเถรวาทเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของศาสนาอื่นหรือพุทธนิกายอื่น ยังถูกมองว่า อาจทำให้รัฐปฏิบัติต่อศาสนาอื่นอย่างไม่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า ที่ต้องกำหนด “พุทธเถรวาท” ไว้ เป็นเพราะปัจจุบันเกิดลัทธิใหม่ทั่วโลก จึงต้องรักษา “พุทธแท้” เอาไว้ และได้ปรึกษาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่แล้ว

5.สิทธิในสิ่งแวดล้อม - เว็บไซต์ไอลอว์ พบว่า สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่อย่างปกติ ซึ่งมีอยู่ก่อนหน้าถูกตัดไป โดยร่างปัจจุบันให้บุคคลและชุมชน มีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ รวมถึงเข้าชื่อกันให้รัฐดำเนินการหรืองดเว้นดำเนินการโครงการ และจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเขียนถึงสิทธิแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีในฉบับก่อนหน้า แต่มีเขียนในมาตรา 58 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “อย่างรุนแรง” แทน รวมถึงยังตัดเรื่องให้รัฐต้องจัดตั้ง “องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ออกไป

อย่างไรก็ตาม กรธ.ยืนยันว่า รัฐต้องดูแลและคุ้มครองสิทธิต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

ข่าวล่าสุด

“SONKLIN Weeks” เสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์ค็อกเทลจาก “ซ่อนกลิ่น”