posttoday

ถึงเวลาหรือยัง นิรโทษกรรมผู้ร่วมชุมนุม?

23 พฤษภาคม 2559

หลากความเห็นกับแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมประชาชนผู้ชุมนุมไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ

โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมีมาตั้งแต่อดีต ประวัติซ้ำรอยอยู่บ่อยครั้ง และจุดจบแทบทุกครั้งเลี่ยงไม่ได้กับเหตุนองเลือด การบาดเจ็บ และสูญเสีย

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมีคดีติดตัวเพราะเหตุชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 เกิดการจับกุมคุมขังประชาชนทั่วประเทศที่เข้าร่วมชุมนุม เพราะถือว่าทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็มีการเรียกร้องให้สร้างความปรองดองเกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยเร็ว และรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการปรองดอง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่มีคนหัวแถวระดับประเทศ ทั้ง อานันท์ ปันยารชุน หรือแม้แต่ นพ.ประเวศ วะสี ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า แนะแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม รวมประชาชนผู้ชุมนุมไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจำกัดเฉพาะคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองด้วย

แต่ข้อเสนอเหล่านั้นผ่านมาถึงวันนี้ วันที่เหตุการณ์ 19 พฤษภา ครบรอบ 6 ปีแล้ว ความปรองดองยังริบหรี่ การช่วยเหลือประชาชนที่ต้องติดร่างแห จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แม้ขณะนี้จะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีกฎหมายพิเศษ มาตรา 44 ก็ตาม

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เวทีปาฐกถาเนื่องในวันครบรอบ 24 ปี พฤษภา 35 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงแนวทางปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอส่งตรงไปยังผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ว่า

“วันนี้ต้องยุติความคิดผู้มีอำนาจว่าปัญหาประเทศเกิดจากการชุมนุม และไม่ควรมองประชาชนที่ออกมาชุมนุมบนความเชื่อ อุดมการณ์ เป็นการสร้างปัญหา ถ้าประเทศไม่ผ่านชุมนุมหลายเหตุการณ์ ประเทศอาจถดถอยไปมากกว่านี้ ดังนั้นควรเลิกความคิดเผยแพร่ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องเสียหาย หากการชุมนุมเพื่อส่วนรวมนั้นไม่รุนแรง เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายคณะแต่วนเวียนแค่เรื่องบางเรื่องจึงไม่สำเร็จ

ความพยายามและความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอล่าสุด ที่เสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุข ตามเนื้อหาประสบความสำเร็จ เราแสดงความเคารพประชาชนที่ออกมาชุมนุม จึงขอเสนอว่าให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน ผู้ชุมนุมสุจริตที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องและเข้าข่ายคดีร้ายแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงแกนนำและตัวของผมเองก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้ายึดหลักเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและปรองดอง”

ที่คณะกรรมการชุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีต สปช. โดยกฎหมายดังกล่าวจะแบ่งแยกประเภทความผิด และกลุ่มผู้กระทำความผิดออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจะแยกประชาชนทั่วไป ซึ่งเรียกว่าเป็น “กลุ่มต้นซอย” ว่า มีความผิดแค่ฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการออกมาชุมนุม เพื่อไม่ให้มีการดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นตัวประกัน พร้อมจะให้เข้าสู่กระบวนการเยียวยา มีการสร้างพันธสัญญาว่าจะไม่กลับไปรวมกลุ่มก่อเหตุที่จะกลับไปสู่ความวุ่นวายอีก

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความพยายามที่มีมาตลอดว่าให้ความรับผิดชอบทั้งปวงอยู่กับแกนนำ และควรปลดปล่อยประชาชนทุกฝ่าย และส่วนตัวเชื่อว่าแกนนำทุกฝ่ายยอมรับ เพราะประชาชนที่มาร่วมเขามาร่วมตามความเชื่อ และเขาไม่ได้มีประวัติอาชญากร แต่มาร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะฉะนั้นให้แกนนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งฝ่ายปราบปรามควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

“อำนาจที่ คสช.มี เขากล้าที่จะนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง แต่ไม่เคยกล้านิรโทษกรรมให้คนอื่น ทั้งที่โทษของตัวเองสูงกว่าประชาชน เพราะฉะนั้นถ้า คสช.ใช้ความกล้าเหมือนกับนิรโทษให้กับตัวเอง มาทำให้ประชาชนก็จะแก้ไขปัญหาได้ จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกฝ่ายมากขึ้น เพราะประโยชน์จะเกิดกับประชาชนทุกฝ่ายเช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา คสช.พูดมากทุกเรื่องแต่ยังไม่ทำ ทุกอย่างเป็นเพียงนามธรรม เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้านับ 1 กันใหม่ การปลดปล่อยประชาชนยังห่างไกลในประเทศไทย ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรผิดไปมากกว่าการกบฏ ทำผิดกฎหมายมาตรา 113 ไม่ใช่ว่าใครชนะถูกหมด และใครแพ้ผิดหมด กระบวนการแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้า คสช.รู้จักการให้คนอื่นเหมือนให้พวกพ้อง บ้านเมืองจะเดินหน้าได้ เพราะนั้น คสช.ต้องใช้ความกล้าให้มาก ให้คนอื่นเหมือนกับกล้าให้ตัวเอง ความปรองดองก็จะเริ่มต้นขึ้น”

แต่ความคิดเห็นเรื่องการปลดเปลื้องพันธนาการความผิดให้ประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุมด้วยอุดมการณ์นั้น ก็ยังมีคนเห็นต่างและมีเหตุผลที่ต่างกันไป เช่น ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ระบุว่า เราเชื่อเรื่องกระบวนการยุติธรรม บทเรียนสำคัญการสร้างความปรองดองที่สำคัญที่สุด ก็คือ ต้องทำให้รู้ว่าอะไร คือ สิ่งที่ถูก และอะไร คือ สิ่งที่ผิด ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากกระบวนการยุติธรรมก่อน มันจะยากแก่การมีบทเรียนต่อไปในอนาคต สังคมจะไม่มีบรรทัดฐานต่อไป และที่สำคัญ คือ คนที่กระทำความผิดจริงๆ จะไม่ได้รับบทลงโทษอะไรเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่ผิด ขณะที่คนไม่ได้ผิดก็จะถูกเหมารวมว่าตนเองเป็นคนผิด แต่ได้รับการยกเว้นความผิด จริงๆ มันไม่เป็นความเป็นธรรมต่อคนทุกฝ่าย ยกเว้นคนกลุ่มเดียวที่รู้ว่าตัวเองทำผิดและไม่ต้องรับผิดอะไรเลย ไม่ต้องมีคำตัดสินอะไรเลย นั่นคือปัญหามากที่สุด

ปานเทพ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องการปรองดองในอนาคตหลังจากที่กระบวนการยุติธรรมผ่านไปแล้ว จนทุกคนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ค่อยมาพิจารณาว่าสังคมควรให้อภัยใคร โดยเฉพาะคนที่เขาได้รับผลกระทบในเหตุการณ์นั้นๆ ว่าเขาจะยอมรับการให้อภัยหรือไม่ สังคมมีความพร้อมหรือไม่ที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม นั่นคืออีกขั้นตอนหนึ่ง แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลา และขั้นตอนนั้นเลย เราต้องรอให้ความจริงปรากฏแล้วจึงวิเคราะห์ ให้สังคมตัดสินว่าโทษแต่ละคนที่ได้รับศาลตัดสินแล้วสังคมควรให้อภัย หรือคิดว่าเขาจำเป็นต้องได้รับบทลงโทษเหล่านั้น เพราะแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง ผิด พ.ร.บ.ฉุกเฉิน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นฆาตกรฆ่าคน จึงคิดว่าสังคมมองเรื่องการให้อภัยไม่เท่ากัน ยิ่งมีคนเสียชีวิตต้องได้รับผลกระทบ ต้องถามเขาด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร จะไปละเลยไม่ได้

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 20 ม.ค. 69