posttoday

ถอดหลักคิดแบบปรีดี สว.ชุดพิเศษบั่นทอนประชาธิปไตย

12 พฤษภาคม 2559

บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ให้ คสช.เข้ามาเป็น สว. และมีคำถามพ่วงเพิ่มเติมที่ให้ สว.เลือกนายกฯ ได้ น่าเป็นห่วงมาก

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานวันปรีดี ประจำปี 2559 โดยในปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 116 ปีชาตกาลของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งผู้แทนเข้าวางพุ่มดอกไม้

ขณะเดียวกัน มีการจัดเสวนาเรื่อง “การร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย : บทเรียนจากป๋วยและปรีดี” ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า หัวใจสำคัญที่ อ.ป๋วย ผลักดัน คือ เรื่องเสรีประชาธิปไตยในร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 อาทิ การยอมรับมโนธรรมและความคิด ซึ่งไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาก่อน ส่งเสริมให้ประชาชน เยาวชน มีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง ทว่าความคิดนี้แพ้ในการลงมติการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นโศกนาฏกรรมปัญญาชนสาธารณะ ดังนั้นสภาจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ปัญญาชนเข้าไป

“รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่จัดเจนสำหรับ อ.ปรีดี บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ว่าประเทศที่มีรัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป อาทิ สมัยมุโสลินีของอิตาลี และสมัยจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ปกครองด้วยระบอบเผด็จการแต่ก็มีรัฐธรรมนูญ”

สมชาย กล่าวอีกว่า จากการศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศ เรียกว่า “รัฐธรรมนูญที่ไม่มีแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ อาทิ ละตินอเมริกา เอเชีย แต่น่าสนใจว่าสังคมไทยยอมรับอำนาจรัฐประหารเป็นความชอบธรรม ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องช่วยกันคิด

“อย่างไรก็ดี หลายประเทศที่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดย อ.ปรีดี เห็นด้วยในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ สว.จะมาจากทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ แต่ไม่ใช่แต่งตั้ง เพราะเป็นอภิสิทธิ์ชน ผูกขาดอำนาจการปกครองไว้ เท่ากับชาติจะมีรัฐอภิสิทธิ์ชน โดยอภิสิทธิ์ชน เพื่ออภิสิทธิ์ชน”

สมชาย อภิปรายว่า นอกจากนี้ อ.ปรีดี ยังระบุหลักการสำคัญการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับทัศนะผู้ร่างจะยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชนหรือปวงชน ทั้งหมดที่กล่าวมาควรจะเรียนรู้และต่อยอดทางความคิดของ อ.ป๋วย และ อ.ปรีดี ให้เกิดความรู้ใหม่ๆ อย่างไร

“อ.ปรีดี เคยแสดงความเห็นไว้มาก แต่มีเรื่องน่าสนใจ หมวดที่ 4 แนวคิดประชาธิปไตย ข้อ 4.5 เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร ซึ่ง อ.ปรีดี ได้อธิบายว่าสิ่งที่เสนอควรต้องดูด้านของเผด็จการด้วย ไม่ใช่ดูฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเดียว คือ รู้เขารู้เรา เพราะระบบอำนาจนิยมไม่ได้ตั้งมั่นในอากาศ แต่มีเครือข่ายสนับสนุน ผ่านโครงสร้างรัฐธรรมนูญ เป็นเผด็จการเชิงเครือข่าย”

ขณะเดียวกัน ภายหลังจากรัฐประหารออกไป อ.ปรีดี เคยพูดในเยอรมนีหลังหมดยุคนาซี ซึ่งมีการถกเถียงว่าจะจัดการกับกฎหมายที่เกิดในยุคเผด็จการอย่างไรเพื่อให้ประเทศพัฒนา ดังนั้นถ้าอยากให้สังคมไทยพ้นจากอำนาจนิยม ก็อาจต้องมีการหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องนี้ในอนาคตต่อไป

ขณะที่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นว่า อ.ปรีดี ให้คำจำกัดความรัฐธรรมนูญว่าเป็นการปกครองถือมติปวงชนเป็นใหญ่ และมองประชาธิปไตยเป็นระบอบเกิดขึ้นก่อนใดในโลกตั้งแต่บรรพกาล ดังนั้นหากระบอบใดไม่ใช่ตามนี้ ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

“อ.ปรีดี มองรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และนำไปสู่อำมาตยาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญ 2490 2492 2517 ซึ่งประเด็นหลักๆ คือโยงกับที่มา สว.”

อ.สิริพรรณ ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังรอทำประชามติ มุมมองส่วนตัว คือ บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับที่มานายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้ สส. และ สว.ร่วมกันลงมติ 2 ใน 3 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องหาบุคคลมาเป็นนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แม้ยังให้อำนาจ สส.เลือกนายกฯ อยู่ แต่ต้องดูคำถามพ่วงจะทำให้กลับไปสู่ประชาธิปไตย หรืออำมาตยาธิปไตย

“นอกจากนี้ มาตรา 265 ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญยังคงอำนาจ คสช.อยู่ ซึ่งรวมถึงอำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว เท่ากับว่าคำสั่งใดๆ คสช.ยังคงอยู่ตามเดิม”

อ.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ อ.ปรีดี พูดบ่อยมาก คือ การมี สว.ไว้ช่วยพยุงประชาธิปไตยให้ทรงตัวอยู่ได้ ไม่ใช่ถ่วงอำนาจสภาผู้แทนราษฎร หลักการนี้ก้าวหน้ามากในปี 2517 แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมด แม้ อ.ปรีดี ไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แต่ทางอ้อมต้องมีประชาชนร่วมด้วย เช่น สว.ในฝรั่งเศส เป็นต้น

“อ.ปรีดี ตั้งกรอบในเรื่องระบบเลือกตั้งไว้น่าสนใจ เพราะ อ.ปรีดี เชื่อมั่นในหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง และระบุชัดเจนไม่ต้องการเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ หรือเลือก สส.ได้มากกว่าหนึ่งคน เพราะจะทำให้เสียงประชาชนมีความหมายต่างกัน ขัดหลักการเสมอภาค หากนำประเด็นนี้มาวิเคราะห์เลือกตั้ง 2559 จะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่ อ.ปรีดี วางไว้  เสียงประชาชนจะไม่ได้รับการเคารพ พรรคเสียงข้างมากไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่ประชาชนมีหนึ่งเสียงและเสียงอาจถูกบิดเบือนได้มาก เพราะแปรไปให้บัญชีรายชื่อ” อ.สิริพรรณ กล่าว

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า การร่างรัฐธรรมนูญ อ.ปรีดี รู้ดีถึงจุดอ่อนของระบบรัฐสภา จึงได้สร้าง 2 กลไกเพื่อแก้ปัญหา คือ กำหนดให้ สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง และให้ สส.เป็นผู้แทนของประชาชนไม่ใช่ของพรรค

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2517 สรุปความล้มเหลวของรัฐบาลจอมพลถนอม มาจากการที่ สส.มีอิสระมากไป จึงมีการวางหลักให้ สส.ต้องสังกัดพรรค เป็นจุดเริ่มต้นหลักการเบนออกจากแนวทางของ อ.ปรีดี ซึ่ง อ.ป๋วย ได้คัดค้านเรื่องนี้ เพราะเกรงว่านายทุนเข้ามาครอบงำ แต่ก็ต้องแพ้ในการโหวต สุดท้ายรัฐธรรมนูญ 2517 ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

อ.ปริญญา สรุปว่า ส่วนบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ให้ คสช.เข้ามาเป็น สว. และมีคำถามพ่วงเพิ่มเติมที่ให้ สว.เลือกนายกฯ ได้ น่าเป็นห่วงมาก ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง กลายเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในการเลือกนายกฯ ได้ ก็คือพรรค สว.

“เป็นอีกทางหนึ่งให้ คสช.มีอำนาจเลือกนายกฯ ร่วมกับ สส. และสามารถติดตามการทำงานของนายกฯ ได้ ว่าทำตามแผนปฏิรูปหรือไม่ กลายเป็น คสช.มีส่วนได้เสีย และการห้ามแสดงความเห็นว่ารับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ใช่เรื่องดี” อ.ปริญญา กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรูผนึก ปภ. ทดสอบ Cell Broadcast สำเร็จทั่วไทยแจ้งเตือนแม่นยำ