posttoday

ปฏิรูปตำรวจเชิงรุก ลดอำนาจ-ถ่ายโอนภารกิจ

22 เมษายน 2559

คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำรายงานการพิจารณาการปฏิรูปตำรวจ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สภาพปัญหา

1.การมีภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักจำนวนมาก ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 6 กำหนดอำนาจหน้าที่ของตำรวจไว้กว้างและหลากหลาย ประกอบกับความไม่ชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของบทบาทและอำนาจหน้าที่ ส่งผลให้ภารกิจของตำรวจต้องขยายกิจการอย่างต่อเนื่องและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

2.การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อิงกับอำนาจนิยมทำให้ปฏิบัติหน้าที่มีลักษณะรุนแรงและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะงานสืบสวนและสอบสวนที่ยังคงยึดหลักการควบคุมอาชญากรรม มุ่งประสิทธิภาพในการจับกุม ขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน จึงไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ของประชาชนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งผลในเชิงป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

ปรากฏผลตามรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2557 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่า ประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดจำนวน 174 เรื่อง คิดเป็น 25.25%

3.โครงสร้างใหญ่และรวมศูนย์ โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันมีลักษณะการจัดโครงสร้างตามระบบราชการแบบดั้งเดิมที่เน้นสายการบังคับบัญชาและอำนาจหน้าที่ อีกทั้งการควบคุมบังคับบัญชา ส่งผลให้มีโครงสร้างและระดับตำแหน่งสายการบังคับบัญชายาวเกินไป

แม้ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) สามารถกำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัดและราชการส่วนท้องถิ่น หากแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน ประกอบกับการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ยากและล่าช้า

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอเพื่อลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของ ก.ต.ช. โดยให้ ก.ต.ช.ประกอบไปด้วยกรรมการทั้งสิ้น 11 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา ผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ

ก.ต.ช.ตามข้อเสนอนี้ จะมิได้มีหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ นอกจากจะต้องมีการลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในระดับต่างๆ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

หลักเกณฑ์ที่ยึดอาวุโสเป็นหลักน่าจะเป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด ข้าราชการตำรวจผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลานานย่อมมีความรอบรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมาก อย่างไรก็ตาม เกณฑ์อาวุโสเพียงลำพังก็มีข้อเสีย

กล่าวคือ ข้าราชการอาวุโสอาจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เพราะทราบว่าคนมีอาวุโสสูงสุดและจะได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน ส่วนข้าราชการที่ยังไม่มีอาวุโสสูงสุดก็จะขาดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ว่าจะแสดงความรู้ความสามารถมากเพียงใดก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอยู่ดี ดังนั้น ในการเลื่อนตำแหน่งจึงควรอาศัยเกณฑ์ความรู้ความสามารถร่วมด้วย ทั้งนี้โดยอาศัยเกณฑ์อาวุโส
เป็นหลัก

2.ข้อเสนอในการจัดงานสอบสวนให้มีความเป็นภววิสัยและมีประสิทธิภาพ เห็นควรให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วไปตั้งเป็นสำนักงานสอบสวนคดีอาญา เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม แล้วโอนย้ายข้าราชการตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดสำนักงานสอบสวนคดีอาญานี้

ข้อเสนอนี้จะทำให้งานสอบสวนมีภววิสัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพนักงานสอบสวนจะได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในองค์กรถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอกได้ยาก และภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่เข้าใจในเนื้องานการสอบสวนอย่างแท้จริง

3.ข้อเสนอเพื่อถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักไปยังหน่วยงานอื่น ควรให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่หน่วยงานอื่นที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ เช่น ถ่ายโอนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานจราจรไปให้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ถ่ายโอนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หน่วยงานที่รับโอนภารกิจจะต้องรับไปทั้งภารกิจในการสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิด และการสอบสวนการกระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการที่จะสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายที่ได้ถ่ายโอนไปแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสอบสวนต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ดร.จอห์น” ตั้ง “Better Bangkok” สู้ศึก ส.ก. ชูสานต่อนโยบายชัชชาติ