มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง
วิกฤตการณ์แล้งครั้งประวัติศาสตร์กระทบต่อ “เทศกาลสงกรานต์” โดยตรง
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
วิกฤตการณ์แล้งครั้งประวัติศาสตร์กระทบต่อ “เทศกาลสงกรานต์” โดยตรง และถึงแม้ สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน จะยืนยันว่า ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอให้ประชาชนได้สนุกสนานกับการเล่นน้ำตามประเพณี
ทว่า หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ระดมมาตรการประหยัดน้ำกันอย่างเข้มข้น
เริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้ประกาศลดขนาดการจัดงานสงกรานต์ลง โดย “ถนนสีลม” ในปีนี้จะลดวันจัดงานลง 1 วัน และไม่มีจุดบริการน้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้งดแจกน้ำแก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานด้วย
เช่นเดียวกับ “ถนนข้าวสาร” กทม.ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมลง จาก 3 วัน เหลือ 2 วัน คือระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย.เท่านั้น และทุกพื้นที่ที่ กทม.เป็นแม่งาน ไม่ว่าจะเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” หรือสถานที่ต่างๆ อีก 6 โซน อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. สั่งให้ “ยุติกิจกรรม” ในเวลา 21.00 น. พร้อมกันทั้งหมด
หนำซ้ำที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” ยังถูกสั่งให้ระงับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ด้วย
มากไปกว่านั้น กทม.ยังเสนอไอเดียให้ใช้ “กระบอกฉีดน้ำแบบละออง” หรือฟ็อกกี้ แทนการสาดน้ำด้วยขันหรือปืน ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำได้มาก
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายก็ได้กำหนดมาตรการคุมเข้ม “ท้องถนน” โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทำคลอดนโยบายชั่วคราวเป็นข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์
มุมหนึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร อีกมุมหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำได้อย่างชะงักงัน
มาตรการของ บช.น.ก็คือ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.นี้ ห้ามเดินรถบางชนิดในบางเส้นทาง ที่สำคัญคือ “ห้ามรถน้ำ” และรถบรรทุกอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์เข้าไปยังถนน 33 สาย ในช่วงเวลา 10.00-22.00 น. ฝ่าฝืนถูกจับ-ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
สำหรับถนนสำคัญที่ “ห้ามรถขนน้ำ” เข้าพื้นที่ อาทิ ข้าวสาร จักรพงษ์ บวรนิเวศ สิบสามห้าง ตะนาว ราชินี พระอาทิตย์ พระสุเมรุ สามเสน ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน หน้าพระลาน สุทธิสารวินิจฉัย ประชาสุข สายไหม หทัยราษฎร์ โชคชัย 4 ลาดพร้าว-วังหิน นาคนิวาส สังคมสงเคราะห์ สีลม พระราม 4 นราธิวาสราชนครินทร์
ทั้งหมดสอดคล้องกับมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้รับทราบแนวทางและมาตรการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเนื่องในประเพณีสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์แบบไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
ความร่วมมือที่ วธ.ต้องการร้องขอจากประชาชนนั่นก็คือ ไม่นำน้ำใส่รถกระบะเพื่อเล่นสาดกัน ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่กันบริเวณท้องถนน หรือบริเวณจัดงานต่างๆ รวมทั้งให้กำหนดระยะเวลาและปริมาณการจ่ายน้ำ รวมถึงกำหนดจุดบริการน้ำ เพื่อให้จัดกิจกรรมงานสงกรานต์อย่างประหยัด
ในห้วงยามที่วิกฤตแล้งรุกคืบ ชาว กทม.ได้สะท้อนความคิดเห็นผ่าน “กรุงเทพโพลล์” ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “คนกรุงกับเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง” โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 84.2% เห็นด้วยกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างประหยัด แต่ที่น่าสนใจก็คือมีประชาชนถึง 15.8% ที่ไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 54.6% มองว่าการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมสงกรานต์ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว
เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างมีความ “กังวลใจ” มากที่สุด 66.8% ก็คือเรื่องการเมาสุราและทะเลาะวิวาท ขณะที่ 64.9% กังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการจราจรบนท้องถนน ส่วนอีก 40.4% กังวลเรื่องการเล่นสงกรานต์รุนแรงเกินขอบเขต
ข้อมูลจากการประปานครหลวง (กปน.) ฉายภาพปริมาณน้ำที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ย้อนหลัง 3 ปี คือระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.ของปี 2556-2558 พบว่าระยะเวลาเพียง 6 วัน มีการใช้น้ำถึง 28, 28 และ 28.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ
ทั้งหมดคือต้นทุน สำหรับประเพณีขึ้นชื่อและเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย
สำหรับคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและคูเมืองต่างๆ ก่อนถึงประเพณีสงกรานต์นั้น
วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งปีนี้ทำให้รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์แบบใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่น้อยและนำไปใช้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างส่วนใหญ่มีความเสื่อมโทรมอยู่แล้ว และมีปัญหาเรื่องความเค็มจากน้ำทะเลหนุน ขณะที่แหล่งน้ำเน่าเสียมาจากการขาดระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ทั่วประเทศนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนให้จังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมรองรับ
ทั้งนี้ คุณภาพน้ำสำหรับการนำไปใช้เล่นสงกรานต์มีคำเตือนว่า ผู้นำน้ำไปเล่นสาดหรือรดผู้อื่นให้เล่นอย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถสังเกตได้แค่สีของน้ำ หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงขอให้ประชาชนที่เล่นน้ำสังเกตจากกลิ่นของน้ำ หากมีกลิ่นหรือมีน้ำเสียไหลลงไปในแหล่งน้ำไม่ควรนำน้ำมาสาดเล่นกัน โดยเฉพาะน้ำเสียดังกล่าวมีเชื้อโรค แบคทีเรียปะปนที่มาจากระบบขับถ่ายของคนที่ไม่ผ่านการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ขอให้ระวังและควรเล่นน้ำที่สะอาด
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวย้ำว่า กรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบคูคลองสายหลักยอดนิยมในการเล่นสงกรานต์เป็นประจำแล้ว เช่น บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จะตรวจสอบก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และทยอยตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำเล่นสงกรานต์ในปีนี้


