posttoday

ทีวีดิจิทัลช่วงข่าวฝุ่นตลบ หลังเบอร์ 1 เผชิญกรรม

06 มีนาคม 2559

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ช่องไหนจะได้ประโยชน์ หรือช่องไหนจะย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม

โดย...จะเรียม สำรวจ

เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง สำหรับเนื้อหาหรือคอนเทนต์รายการข่าว ภายหลังจากเบอร์ 1 ของรายการข่าวอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทการเป็นพิธีกรในรายการข่าวทุกช่วงเวลาที่ออกอากาศทางช่อง 3 เอชดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับต้นสังกัดช่อง 3 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีบริษัท ไร่ส้ม ไม่ชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้ อสมท เป็นเงิน 138 ล้านบาท จำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ซึ่งเวลาต่อมา ศาลชั้นต้นให้ประกันตัว 2 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามออกนอกประเทศและต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน

หลังจากมีคำสั่งศาลออกมา วงการสื่อสารมวลชนก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เกี่ยวกับจริยธรรมในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของ สรยุทธ เช่นเดียวกับฝั่งบริษัทตัวแทนโฆษณาหรือเอเยนซีโฆษณา และเจ้าของสินค้าที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมกับเข้าปรึกษาบรรดาเอเยนซีว่าสมควรจะถอดโฆษณาในรายการที่มี สรยุทธ เป็นพิธีกรหรือไม่ ซึ่งสินค้าบางรายก็ออกมาประกาศตัวชัดเจนว่าถอด บางรายก็ขอดูสถานการณ์ ซึ่งหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังออกมาตั้งคำถามกับช่อง 3 ว่า ที่เอาเทปรายการเชิญอธิบดีกรมสรรพากรมาออกหลังศาลตัดสิน อาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่าภาคราชการยังไปออกรายการสนับสนุนหลังศาลลงโทษ ส่งผลให้ สรยุทธ ตัดสินใจที่จะยุติบทบาทการทำหน้าที่พิธีกรในรายการข่าว เมื่อวันที่ 3 มี.ค.

เม็ดเงินก้อนโตที่ไหลเข้าในรายการข่าวของสรยุทธ ส่งผลให้หลายคนต่างจับตามองว่า หลังจากที่ไม่มี สรยุทธ เป็นพิธีกรในรายการข่าวของช่อง 3 เม็ดเงินโฆษณาของช่อง 3 ในรายการข่าวที่ สรยุทธ เคยจัดจะยังอยู่เหมือนเดิม หรือว่าจะถูกโยกไปอยู่ในรายการข่าวช่องอื่น ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้

อติพล อิทธิวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์คอม (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากมองภาพรวมของการซื้อสื่อโฆษณารายการข่าวของช่อง 3 ในขณะนี้ ทุกอย่างยังปกติ เนื่องจากเดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมโฆษณา เห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ในหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มยานยนต์ ที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดกันมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องดื่ม ที่เริ่มทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดในช่วงหน้าขายนี้

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ อยากให้มองไปที่ระยะยาว 3-6 เดือน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเชื่อว่าภาพเหตุการณ์ทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ว่าลูกค้าจะซื้อโฆษณาในรายการข่าวที่ สรยุทธ เคยจัดต่อหรือไม่ เพราะในมุมเอเยนซีเลือกซื้อโฆษณาตามความนิยมของผู้ชมหรือเรตติ้งอยู่แล้ว หากเรตติ้งรายการไหนดี ก็จะเลือกซื้อรายการนั้น

อติพล กล่าวว่า กลุ่มสินค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อในรายการข่าว จะเป็นสินค้าที่เน้นเจาะกลุ่มคนทำงาน ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากการซื้อโฆษณาในช่วงละคร ที่สินค้าส่วนใหญ่จะเน้นเจาะไปที่กลุ่มแม่บ้าน แต่หากลูกค้าต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายแมส ก็สามารถโฆษณาในรายการข่าวได้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยปัจจุบันลูกค้ายังคงใช้เม็ดเงินส่วนใหญ่ซื้อโฆษณาในช่วงละครเป็นหลัก ตามด้วยรายการข่าว และรายการวาไรตี้ 

เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาที่เกิดจากรายการข่าวถือเป็นเม็ดเงินที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินโฆษณาที่เกิดขึ้นในช่วงละคร เห็นได้จากราคาเฉลี่ยโฆษณาที่ช่องหลักซื้อกันในช่วงรายการข่าวที่อยู่ประมาณ 1.7-1.8 แสนบาท/นาที ขณะที่ละครขายโฆษณาเฉลี่ยที่ประมาณ 3-4 แสนบาท/นาที

แต่ถึงแม้ว่ารายการข่าวจะไม่สร้างรายได้ให้มากเหมือนกับละคร แต่การทำรายการข่าวถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของการทำธุรกิจทีวี เนื่องจากสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถานีโทรทัศน์ของตัวเองได้ เนื่องจากคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการรับชมรายการข่าว จึงทำให้ทีวีทุกช่องต้องหันมาทำรายการข่าว ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาถือเป็นช่วงแห่งการลองผิดลองถูก ทีวีส่วนใหญ่ใช้ทีมข่าวเอาต์ซอร์ส เนื่องจากต้องการควบคุมต้นทุนหรือคอร์ส แต่หลังจากกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเลยต้องหันมาผลิตรายการข่าวเอง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ ซึ่งถือเป็นคนข่าวเบอร์ 1 ของเมืองไทย เขมทัตต์ ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไปว่ารายการข่าวของช่อง 3 จะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้มีปัจจัยให้วิเคราะห์เยอะ เช่น ถ้า สรยุทธ ยังอยู่ เม็ดเงินโฆษณาจะถูกถอนหรือยังซื้อต่อไป เช่นเดียวกับถ้า สรยุทธ ไม่ได้ทำหน้าที่พิธีกรข่าวแล้ว ลูกค้าจะยังซื้อโฆษณาต่อหรือถอนโฆษณาต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังคงต้องรอดูต่อไป โดยเบื้องต้นคาดว่าสิ้นเดือน มี.ค.นี้น่าจะพอเห็นภาพ

เขมทัตต์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนการทำรายการข่าวของทีวีแต่ละช่องจะเน้นไปที่การใช้ผู้ประกาศที่มีชื่อเสียง ซึ่งปัจจุบันกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป ช่องทีวีที่ไม่ใช่ช่องดังก็สามารถดึงคนดูให้มาดูรายการข่าวได้ ถ้ามีการนำเสนอข่าวที่แปลก และทันเหตุการณ์ ซึ่งในส่วนของช่องพีพีทีวี เอชดี ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับตัวในส่วนของรายการข่าว เนื่องจากมีการปรับช่วงเวลาของการออกอากาศ จากเดิมจะอยู่ในช่วง 5 โมงเย็น เป็นหลัง 6 โมงเย็น หลังรายการ คสช. จึงทำให้ผู้ชมสับสน และมีเรตติ้งลดลงเล็กน้อย แต่หลังจากบริษัทได้เพิ่มคุณภาพของคอนเทนต์ข่าว ด้วยข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ และการทำสกู๊ปข่าว ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ส่งทีมไปทำสกู๊ปข่าวในซีเรียเป็นรายแรก ประกอบกับมีการเพิ่มช่วงเบรกกิ้งนิวส์ จาก 4 ช่วงเป็น 8 ช่วง และเพิ่มรายการสรุปข่าวในช่วง 8-9 โมงเช้า และช่วง 5 โมงเย็น ทำให้ผลการตอบรับของรายการข่าวเริ่มดีขึ้น

ทีวีดิจิทัลช่วงข่าวฝุ่นตลบ หลังเบอร์ 1 เผชิญกรรม

ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี กล่าวว่า ก่อนที่จะออกมาเป็นรายการข่าวของไทยรัฐทีวี ได้มีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน เพื่อให้ข่าวที่นำเสนอมีคุณภาพและมีความเป็นเอกลักษณ์ของไทยรัฐทีวี ไม่ว่าจะเป็นการทำกราฟฟิกที่ทำอย่างไรจะเสมือนจริง หรือการทำพรีเซนเทชั่น ซึ่งก่อนที่จะมาทำรายการข่าวได้มีการทำวิจัยถึงความต้องการของผู้ชมมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมในด้านของสตูดิโอ และการซื้อเครื่องมือใหม่ เพื่อให้การนำเสนอข่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ นั้น ฉัตรชัย ให้ความเห็นว่า โดยหลักการทุกคนคิดว่าเป็นโอกาส แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้รายการข่าวของตัวเองได้รับความนิยมเหมือนกับที่ สรยุทธ ทำ เพราะตลอด 12 ปีที่ สรยุทธ จัดรายการข่าวให้กับช่อง 3 มีผู้ชมเหนียวแน่นมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับช่อง 3 ได้วันละหลายล้านบาท ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา การจัดรายการข่าวของ สรยุทธ ยังทำให้เกิดการตื่นตัวของรายการข่าว ทำให้คนที่ไม่เคยดูรายการข่าวหันมาสนใจดูข่าว เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวเป็นเรื่องใกล้ตัว ด้วยวิธีการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ซึ่งหากเปรียบเทียบตัวของ สรยุทธ เหมือนกับสินค้าชนิดหนึ่ง เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นสินค้าไม่มีแบรนด์เลย แต่ สรยุทธ ก็สามารถสร้างแบรนด์ตัวเองให้ติดตลาดจนมีสินค้าจีนมาก๊อบปี้ เหมือนกับที่มีทีวีบางช่องก๊อบปี้การนำเสนอรายการข่าวของ สรยุทธ

ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า หลังไม่มี สรยุทธ จัดรายการข่าวแล้วคงต้องมาดูว่าทีวีแต่ละช่องจะวางแผนจัดรายการข่าวอย่างไร จะมีการนำเสนอรายการรูปแบบใหม่ หรือยังคงทำรายการเหมือนกับที่ สรยุทธ เคยทำไว้ เพื่อสร้างยุคของการทำรายการข่าวในยุคที่ 5 หลังจาก สรยุทธ ได้สร้างยุคที่ 4 ไว้ด้วยการนำเสนอข่าวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายและใกล้ชิดคนดู

ขณะที่วงการข่าวกำลังคุกรุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงรายการข่าวของช่อง 3 ที่ไม่มี สรยุทธ เป็นพิธีกร ในฝั่งของทีวีดิจิทัลช่องข่าว ก็ทยอยออกมาประกาศแผนเชิงรุก เพื่อชิงผู้นำในช่องข่าว ซึ่งปัจจุบันเรตติ้งของแต่ละช่องยังคงสับเปลี่ยนกันเป็นที่ 1 โดยในส่วนของช่องทีเอ็นเอ็น 24 ยังคงชูกลยุทธ์การเป็นช่องข่าวทันทุกความจริงและการเป็นช่องข่าว 24 ชั่วโมง ส่วนช่องวอยซ์ทีวี ชูจุดเด่นการเป็นช่องวิเคราะห์ข่าว ขณะที่ช่องสปริงนิวส์ ชูความเข้มข้นของข่าวที่แตกต่าง ช่องไบรท์ทีวี ชูจุดแข็งเป็นช่องที่เข้าถึงและคลุกคลีกับผู้ชม ช่องนิวทีวี ชูจุดเด่นข่าวเข้าใจง่ายเกาะติดสถานการณ์ และช่องเนชั่นทีวี ชูการอัพเดทและเจาะลึกประเด็นจากคนในข่าว

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท บีอีซี เวิลด์ ลดลง 2 บาท หรือ 6.7% เหลือเพียงหุ้นละ 29.75 บาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกพิธีกรชื่อดังเจ้าของบริษัท ไร่ส้ม โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำให้ “ขาย” โดยให้ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท มองกรณีศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุก สรยุทธ ผู้ดำเนินรายการข่าวช่อง 3 คดีทุจริตบริษัท ไร่ส้ม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อรายได้ค่าโฆษณาของ BEC ซึ่งคาดว่ายอดขายโปรแกรมข่าวจากรายการ สรยุทธ ปีนี้จะอยู่ที่ราว 13% ของยอดขายทั้งหมดของบีอีซี เวิลด์ ปีนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 2,000 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ช่องไหนจะได้ประโยชน์ หรือช่องไหนจะย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม คอนเทนต์และการนำเสนอเท่านั้นที่จะเป็นตัววัดเรตติ้ง เพื่อชิงเม็ดเงินโฆษณา

ข่าวล่าสุด

สองลูกน้องคนสนิท แจ้งความกองปราบ ถูก “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายแก้วหูทะลุ