ทวงจริยธรรม ‘สรยุทธ’ บทเรียนสื่อ-บทพิสูจน์พลังสังคม
ผลจากคำตัดสินสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สรยุทธ คือบุคคลสาธารณะที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของสังคมผ่านงานข่าว
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
คดีที่ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” นักเล่าข่าวชื่อดังถูกตัดสินจากศาลชั้นต้นให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา จากการกระทำความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดกรณีเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ไร่ส้ม ของเจ้าตัว ที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” จำนวนกว่า 138 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท อสมท
ผลจากคำตัดสินสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สรยุทธ คือบุคคลสาธารณะที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของสังคมผ่านงานข่าว และนั่นทำให้เกิดหลายเสียงส่งต่อตามมาว่า สรยุทธ ยังคงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนบนหน้าจอโทรทัศน์อยู่หรือไม่
เสียงจากงานเสวนา “สื่อตรวจสอบสังคม สังคมตรวจสอบสื่อ ความท้าทายบนเส้นทางจริยธรรม” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์จัดขึ้น โดยเป็นการหยิบยกปมร้อนของสรยุทธ มาถกกันในวง กับคำถามที่ว่าต้องทำอย่างไรกับการควบคุมสื่อบนบรรทัดฐานของจริยธรรม ที่ในวงเสวนาอยากให้เดินคู่กัน
เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ เปิดวงเสวนาว่า นับเป็นครั้งแรกที่คนในสังคมส่งเสียงไม่ยอมรับ และถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดีมากๆ
อย่างไรก็ตาม กรณีของสรยุทธ มันเลยขั้นของคำว่าจริยธรรมไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นช่อง 3 ในฐานะต้นสังกัด กำลังบอกกับสังคมว่า “ถ้าคุณคิดว่าเราไม่ดี ไม่มีจริยธรรม ก็อย่ามาดูเราสิ” นี่คือสารที่ชัดเจนมาก คำถามใหญ่ก็กลับมาว่า คนในสังคมจะตอบโต้กับการท้าทายนี้อย่างไร คนในวงการสื่อก็ทำเท่าที่ทำได้แล้ว คือการประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับวิธีการกระทำของช่อง 3 ทิศทางต่อไปอยู่ที่ช่อง 3 ว่าจะทำอย่างไร
เทพชัย บอกว่า มีคนพูดว่าตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุดก็ถือว่ายังไม่ผิด ซึ่งก็ถูกต้อง แต่อยากให้ไปอ่านคำพิพากษา หลักฐาน และคำสารภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องมาเถียงกันเรื่องเทคนิคเชิงกฎหมาย แต่ให้ใช้สามัญสำนึกจะเห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้น อีกอย่าง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่มีความหมายหรือ ต้องไปวัดกันอีกสองศาลหรือ
“ผมเห็นภาพว่าทำไมนักการเมืองโกงจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก เพราะคนคิดว่าไม่เป็นไร เขาทำความดีไว้เยอะ ตรงนี้มันน่าผิดหวังที่มีการสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ ทุกวันนี้สื่อกลับกลายเป็นเป้าตั้งคำถามในสังคม ผมไม่แน่ใจว่าสื่อจะกล้าพูดเรื่องจริยธรรมได้เต็มปากหรือไม่ เพราะสิ่งที่สรยุทธทำนั้น ทำให้สื่อทุกคนถูกตั้งคำถามไว้เหมือนกัน มันไม่ยุติธรรมที่สื่อทุกคนต้องมาตอบคำถามให้เขา”
ทางออกของเรื่องนี้ เทพชัย มองว่าสังคมต้องมีส่วนในการจัดการ และถึงเวลาที่ต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้ออกไป เพราะกรณีของสรยุทธนั้น ถือเป็นสงครามในเรื่องจริยธรรมอย่างแท้จริง สังคมจะตอบได้ว่าอยากให้ฝ่ายใดได้รับชัยชนะ
“ส่วนเรื่องของ ธีระ ธัญไพบูลย์ ที่ต้นสังกัดคือเนชั่น แต่ยังไปอ่านข่าวให้ช่อง 3 ด้วยนั้น ผมคิดว่าธีระคงจะถอนตัวออกมา เพราะไปเป็นครอบครัวเดียวกันกับเขาคงไม่ได้” เทพชัย ย้ำ
ขณะที่อีกมุมจาก วสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้อำนวยการสถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ร่วมวงเสวนาและพูดถึงเรื่องนี้ว่า ถือเป็นบทเรียนของสื่อและเป็นบทพิสูจน์ของสังคม เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของจริยธรรมสื่อ และความถูกต้อง พร้อมทั้งพิสูจน์กันว่าสื่อจะจัดการกันเองอย่างไร กรณีนี้แรงต้านที่เกิดขึ้น มีคำถามว่าเป็นเพราะชนชั้นกลางอิจฉาคนบางคนหรือเปล่า หรือสื่อที่เล่นข่าวเพราะมีผลประโยชน์ หากพิธีกรเลิกทำหน้าที่เราจะได้ประโยชน์ ผมว่าเป็นการเบี่ยงประเด็น แน่นอนว่าสรยุทธเก่ง แต่ความผิดกับความเก่งคงเป็นคนละเรื่องกัน
“ยกตัวอย่างว่า นักฟุตบอลหากเล่นดี แต่ไปเหยียดผิวคู่แข่งหรือคนอื่นโดยรวม ควรจะได้รับข้อยกเว้นหรือเปล่า หรือมีการพูดว่าศาลยังไม่ตัดสินให้สิ้นสุดก็ถือว่าถูกต้อง เพราะต้องให้โอกาสและถือว่ายังบริสุทธิ์อยู่ แต่ว่ามีประเด็นคือ กลุ่มคนบางกลุ่มต้องมีข้อยกเว้นในเรื่องนี้ อย่างนักการเมืองหากทุจริตแล้วต้องรอศาลตัดสินให้จบนานถึง 20 ปี จึงมีข้อกำหนดเอาไว้ว่า นักการเมืองทำผิดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และให้เว้นวรรค ข้าราชการก็เช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางคดีและสังคมโดยรวม”
วสันต์ ย้ำว่า เราไปจะสอนเด็กได้อย่างไรเกี่ยวกับการโตมาไม่โกง เพราะคนโกงยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ และหากเจ้าตัวไม่มีสำนึกเพียงพอ ต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการ หรือองค์กรกำกับต่างๆ ก็ต้องพิจารณา และถ้ายังไม่เป็นผล คิดว่าสังคมจะเป็นคนให้คำตอบว่าเราต้องการสังคมแบบไหน อยากได้แบบที่ละเลยจริยธรรม หรือต้องการเห็นพลังในสังคมที่เข้มแข็งมากขึ้น
“ต่างประเทศเมื่อทำผิดเขาก็แสดงความรับผิดชอบ นักการเมืองทุจริตถูกจับได้ยังมีฆ่าตัวตายเพราะอับอาย เรื่องนี้สังคมให้คำตอบกันเองได้ว่าต้องทำอย่างไร” วสันต์ ย้ำ
อีกด้านจาก สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการจาก กสทช. อธิบายถึงปมที่ว่าเรื่องนี้ กสทช.จะมีบทบาทจัดการได้อย่างไรบ้าง สุภิญญา ยอมรับว่าในเรื่องจริยธรรมยังมีช่องว่างของด้านกฎหมาย แต่เรื่องของสรยุทธถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องตั้งหลัก กสทช.คงไม่ไปสรุปใดๆ แต่วันที่ 7 มี.ค. กสทช.จะเชิญช่อง 3 มาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และจะถามว่าจริยธรรมสื่อของเรื่องนี้ คุณจัดการกันอย่างไร
“และจากนั้นคงต้องเชิญ 26 ช่องทีวีที่ได้รับอนุญาตมาปิดห้องพูดคุยกัน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าถ้าเป็นช่องของคุณจะจัดการอย่างไร และสิ่งที่ช่อง 3 ทำคุณมีความเห็นอย่างไร”
สุภิญญา เสริมว่า อยากให้ออกกติการ่วมกันที่เป็นด้านจริยธรรมของทีวีแต่ละช่อง เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเชื่อว่าเงื่อนไขที่มีร่วมกัน จะทำให้กฎหรือกติกามีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
สุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท บอกว่า ยินดีจะตรวจสอบเพิ่มเติมหากพบว่ามีพนักงานของ อสมท คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก เพราะจากคดีนี้ อสมท เองก็ถูกตั้งคำถามจากสังคมเช่นกันว่า กล้าพอที่จะกวาดบ้านตัวเองหรือไม่
“หากใครมีหลักฐานก็ยินดีเลย ยินดีสอบ แต่เราก็อยากเห็นปฏิกิริยาของสหภาพแรงงานช่อง 3 เช่นกัน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเงียบอยู่” สุวิทย์ กล่าว
สุวรรณา จิตประภัสสร์ จากมูลนิธิผู้บริโภค เสริมว่า เรื่องนี้เกิดเป็นวิกฤตศรัทธา และที่น่าตกใจคือ ประชาชนในฐานะผู้บริโภคเรียกร้องให้ภาครัฐเข้าไปควบคุมสื่อด้วย และหากเป็นจริงจะเป็นความเจ็บปวดที่สุดของคนสื่อ เพราะไม่มีเสรีภาพ


