ถอดรหัสพรบ.ชุมนุม คำสั่งและกฎหมายขัดแย้งกัน
เกิดเป็นข้อถกเถียงว่าการชุมนุมสาธารณะของกลุ่มเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ยุติการยกเว้นบังคับใช้กฎหมายว่าการผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เกิดเป็นข้อถกเถียงว่าการชุมนุมสาธารณะของกลุ่มเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เรียกร้องไปยังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ยุติการยกเว้นบังคับใช้กฎหมายว่าการผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ประเด็นข้อเรียกร้องถูกกลบด้วยประเด็นการขอชุมนุม เมื่อการร้องขอชุมนุมด้วยความสงบถูกส่งต่อไปยัง สน.นางเลิ้ง ในฐานะเจ้าของพื้นที่ กลับถูกได้รับการปฏิเสธ เนื่องจาก พ.ต.อ.สมโภช สุวรรณจรัส ผกก.สน.นางเลิ้ง ไม่สามารถอนุญาตได้ ด้วยเพราะเหตุผลว่าการชุมนุมนั้น ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิทธิหากแต่มีการวิเคราะห์จนได้คำตอบออกมาแล้วว่า การชุมนุมของเครือข่าย คือ การชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากต้องการให้ คสช.ยกเลิกคำสั่ง
ผลที่ว่าจึงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พศ. ... ตามรัฐธรรมนฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่ไปเข้าข้อห้ามตามคำสั่งของ คสช. ที่ห้ามเด็ดขาดเรื่องการชุมนุมทางการเมือง
จึงเกิดการร้องอุทธรณ์ของเครือข่ายประชาชนฯ เพราะยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เรียกร้องเพื่อสิทธิของประชาชน คำถาม คือ ตำรวจ ในฐานะที่มีหน้าที่ตัดสินอนุญาตให้ชุมนุม เอาสิ่งใดเป็นมาตรฐานว่าเป็นการชุมนุม
พ.ต.อ.สมโภช ให้เหตุผลว่า การพิจารณาสรุปสาระสำคัญ ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้น ยืนยันว่าการชุมนุมไม่ผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ แต่ขัดต่อคำสั่ง คสช. ตำรวจจึงไม่สามารถอนุญาตให้มีการชุมนุมตามข้อเรียกร้องได้ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ชุมนุมทำหนังสือไปยัง คสช.แทนเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
“เพราะการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนฯ เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งตามอำนาจในมาตรา 44 ซึ่งถือเป็นกฎหมายของบ้านเมืองในขณะนี้ดังนั้น เมื่อมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายของบ้านเมือง แน่นอนว่าการชุมนุมนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ซึ่งคงให้อนุญาตไม่ได้”
แต่ยังมีอีกปมที่ว่า หากเป็นการห้ามตามคำสั่งของ คสช. คนที่เข้ามาดูแลน่าจะไม่ใช่ตำรวจ แต่ต้องเป็นทหารที่เข้ามาจัดการกับผู้ชุมนุมแทน ตำรวจไม่อาจมีสิทธิในจุดนี้ได้ จึงเกิดข้อถกเถียงแห่งความไม่เข้าใจในสาธารณะ
ในแง่มุมของตัวคำสั่ง คสช. และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน อธิบายถึงเหตุที่เกิดขึ้นว่า แต่เดิม คสช.ได้ออกคำสั่งห้ามชุมนุมทุกอย่างเอาไว้หลังจากยึดอำนาจได้ไม่นาน หลังจากนั้นจึงออก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า คสช.ก็ไม่ได้ไปยกเลิกคำสั่งของตัวเอง จึงเกิดการตีความขึ้นมา เนื่องด้วยว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ได้ระบุประเภทของการชุมนุม อันที่จริงแล้วทั้งสองฝ่าย คือ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ทำถูกต้อง เพราะอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่ตำรวจก็อ้างคำสั่ง คสช.ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากลงลึกในรายละเอียดการอนุญาตให้ชุมนุมหรือไม่นั้น ตำรวจไม่มีสิทธิในข้อนี้ เพราะ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จะมีข้อห้ามอยู่เพียงแค่ 2 มาตรา คือ ข้อ 7 และ 8 ครอบคลุมเรื่องการห้ามชุมนุมในสถานที่เฉพาะและห้ามปิดกั้นทางเข้า-ออกของสถานที่ ซึ่งหากผู้ชุมนุมฝ่าฝืนตำรวจจะมีสิทธิเข้าไปควบคุมได้ทันที
“ถ้ามีการประสงค์จะชุมนุมจะต้องแจ้งตำรวจในพื้นที่ให้รับทราบ เมื่อตำรวจรับแจ้งแล้วต้องสรุปกฎหมาย แจ้งไปยังผู้ชุมนุมว่าทำแบบนี้ได้หรือทำแบบนี้ไม่ได้ และถ้าการชุมนุมนั้นไม่ขัดต่อมาตรา 7 หรือมาตรา 8 ก็สั่งห้ามไม่ได้”
ส.รัตนมณี บอกอีกว่า สิ่งที่เครือข่ายประชาชนฯ พยายามโต้แย้งว่าไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง เพื่อไม่ให้เข้าองค์ประกอบคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามการชุมนุมเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ถูกตีความจากฝ่ายปกครอง เพราะว่าสิ่งที่เรียกร้องคือต้องการให้ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ซึ่งคำสั่งของ คสช.นี้เองเปรียบได้คือกฎหมายในขณะนี้ เมื่อเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย จึงถูกสรุปว่าคือการเรียกร้องทางการเมือง
“แต่เขาไม่ได้ดูเนื้อหาของข้อเรียกร้องเลย เมื่อตีความเสร็จก็ได้ผลสรุปว่าต้องห้ามทันที อีกทั้งอย่าลืมว่า คำสั่งของ คสช. คือกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมืองในขณะนี้ รับได้หรือไม่มันอีกเรื่องหนึ่ง เว้นเสียแต่ว่าคำสั่งของ คสช.จะถูกยกเลิกแต่จากที่ได้ศึกษา พบว่าคำสั่งของ คสช.เป็นกฎหมาย และมีผลบังคับใช้ตลอดไป”
ส.รัตนมณี วิเคราะห์ถึงการชุมนุมครั้งนี้ ว่า ในลักษณะของการเรียกร้องนั้นเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงออกตามสิทธิของประชาชนในการออกความเห็น หรือเรียกร้องให้ตรวจสอบ ยกเลิกในบางเรื่อง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามตีความว่าเป็นการล้มล้างกฎหมาย หรืออีกนัยเคสนี้ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นบรรทัดฐานหากว่ามีการนำเรื่องฟ้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน เพราะในเมื่อการอุทธรณ์ขอชุมนุมไม่เป็นผลและถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
“ที่บอกว่าจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม เพราะหากศาลเห็นว่าการชุมนุมนี้เป็นเรื่องของการเมือง รัฐบาลก็จะตีปีกได้ทันที และต่อไปการเรียกร้องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ เรื่องปากท้อง หรือเรื่องทรัพยากรจะถูกตีความเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด แม้แต่การยื่นหนังสือก็อาจจะถูกตีความได้ว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่คิดว่าคงไม่ถูกตีความถึงขั้นนั้น เพราะไม่เช่นนั้น ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้เลย” ส.รัตมนี ย้ำ


