posttoday
"แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม" สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

"แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม" สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

17 กุมภาพันธ์ 2559

ถ้าจะมองเป็น "เรื่องปกติ"ก็ได้ หรือจะมองให้เป็นเรื่อง "ผิดปกติ" ก็อาจได้อีก สำหรับ การจัดระเบียบสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะมองเป็น "เรื่องปกติ" ก็ได้ หรือจะมองให้เป็นเรื่อง "ผิดปกติ" ก็อาจได้อีก สำหรับ การจัดระเบียบสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล รอบล่าสุด

เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่ง  เรื่อง การปรับปรุงรูปแบบการสัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาล  ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คำสั่งดังกล่าวระบุถึงขั้นตอนการปฏิบัติของสื่อมวลชนว่า ให้กำหนดหัวข้อการให้สัมภาษณ์ โดยกำหนดประเด็น จำนวนคำถามในเรื่องหลักและเรื่องที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน เพื่อการสัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน ซึ่งการดำเนินการการกำหนดคำถามและสถานที่นั้นให้ผู้ช่วยโฆษกประสานงานกับสื่อมวลชน  โดยให้สื่อมวลชนดำเนินการให้ได้ข้อสรุปกันเอง จากนั้นให้นำเสนอคำถามต่อนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน

ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานโฆษก จัดลำดับสื่อมวลชนในการสัมภาษณ์ แนวปฏิบัติ โดยให้สัมภาษณ์ผ่านไมโครโฟนที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น  

สื่อมวลชนที่สัมภาษณ์นอกเหนือจากช่องทางที่กำหนดไว้จะไม่ได้รับคำตอบจากนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทน ทั้งนี้เพื่อสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับกับสื่อมวลชนส่วนใหญ่

ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบสื่อมวลชนที่เข้ามาในบริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่

ทั้งนี้การปฏิบัติของสื่อมวลชนเพื่อเป็นการรักษามารยาทและการรับผิดชอบต่อประเด็นคำถาม ผู้สื่อข่าวต้องกล่าวแนะนำชื่อ และต้นสังกัด ให้ผู้รับการสัมภาษณ์ได้รับทราบก่อนเริ่มประเด็นคำถาม ข้อกำหนดดังกล่าวให้ให้ยึดถือและเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. เป็นต้นไป

คำสั่งดังกล่าว มองแง่ดีเพื่อบริหารจัดการดูแลสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลในการสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศ รวมไปถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีอื่นๆไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสน 

อีกด้านเป็นธรรมดาที่จะมีคำถามว่า คำสั่งดังกล่าวสร้างความเข้มงวดกับสื่อเกินไปหรือไม่ 

เกินไปถึงขั้นทำให้มีคนคิดเลยเถิด  นี่คือสภาพของการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเฉพาะนักประชาธิปไตยทั้งหลายจะตีความกันไปไกล  บ้างอ้างว่า นี่คือยุคเผด็จการ ต้องการจำกัดสิทธิทุกสาขาวิชาชีพ  

ทั้งๆที่  ถ้าพิจารณาถึงรูปแบบการทำงานของสื่อแต่ละยุคสมัย  ก็มีข้อจำกัดคล้ายคลึงแตกต่างคละเคล้ากันไป  โดยเฉพาะยุคหลังๆ การเปิดกว้างให้สื่อได้เข้ามาปฏิบัติงานในสถานที่ราชการ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับแหล่งข่าว เหมือนอยู่ในบ้านเดียวกันจนมีความสบายตัว ทำให้ระบบระเบียบควบคุมดูแลหย่อนยาน  จนหลงลืมหลักปฏิบัติ การให้เกียรติสถานที่ การให้เกียรติบุคคลสาธารณะโดยผู้นั้นสวมหัวโขนในบทบาทผู้บริหารประเทศ

................

"แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม" สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

พฤติการณ์ของผู้นำบริหารชาติที่มีต่อคำถามสื่อ มักเกิดเป็นเส้นกราฟขึ้นๆลงๆทางอารมณ์ เช่น สมัยรัฐบาลนายสมัคร เคยปะทะคารมกับสื่อไปมา    หรือ รัฐบาลภายใต้การนำพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีชูป้ายเตือนสื่อถามไม่สร้างสรรค์ โดยเลือกตอบกับสื่อที่ถูกทีมงานพรรคบริหารจัดการมาเป็นอย่างดี และเลี่ยงให้สัมภาษณ์สื่อที่ได้รับข้อมูลจากทีมงานว่าเป็นปฏิปักษ์รัฐบาล

ผู้นำบางรายใช้วิธีงดให้สัมภาษณ์สื่อก็มีมาแล้ว เช่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่แปลกนัก หากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

วันไหนสื่อตั้งคำถามดี สร้างภาพบวกให้รัฐบาล นายกฯมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  ใส่มุกหยอดคำหวานกับสื่ออย่างเป็นมิตร  แต่วันใดสถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย ผสมโรงสื่อยิงคำถามดุเดือดเลือดพล่านก็ยิ่งจุดปรอทแตก  ถึงขั้น ชี้หน้ามองสื่อเป็นศัตรูกันไปเลย แต่สุดท้ายทั้งนายกฯและสื่อก็ยังคงปฏิบัติงานร่วมกัน

ว่าไปแล้วการจัดระเบียบสื่อ อาจไม่โหดร้ายจนเกินไปทำให้สื่อทำงานลำบากขึ้น  ยิ่งเทียบกับการทำงานสื่อในอดีตลำบากกว่านี้หลายเท่า เช่นสมัยรัฐบาลเผด็จการยุคก่อนๆ ที่ให้สื่อทำงานอยู่นอกทำเนียบรัฐบาล อยากให้สัมภาษณ์ก็เชิญสื่อเข้ามาตามคำสั่ง  

................

มูลเหตุจัดระเบียบสื่อ

อะไรคือมูลเหตุ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจจัดแถวสื่อทำเนียบรัฐบาล

ย้อนดูเหตุการณ์ความสัมพันธ์สื่อกับนายกฯ   เคยพูดตัดพ้อน้อยใจกับสื่อมวลชน ตอนหนึ่งว่า “คุณไม่เชื่อมั่นว่าผมทำเพื่ออะไร คุณไม่ไว้ใจผมเลย ทั้งที่ผมอยู่กับพวกท่านมา 2 ปี แล้วคุณไม่คิดว่าผมทำอะไรบ้างเลยหรืออย่างไร คุณไว้ใจคนอื่นหมดทุกคน แต่ไม่ไว้ใจผม...ผมมันไร้ค่า” 2 ก.พ. 2559

4 ก.พ. นายกฯได้ฝาก พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชน จากกรณีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “เพราะต้องแบกภาระและหน้าที่ที่หนักทำให้อารมณ์หงุดหงิด และได้รับแรงกดดันจากหลายฝ่าย อีกทั้งอารมณ์ขึ้นจากปมคำถามซ้ำซาก”

กระทั่ง ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ โพสต์เฟซบุ๊คพาดพิงการทำหน้าที่ของสื่อ เมื่อวันที่  5 ก.พ. ที่ผ่านมาตอนหนึ่งว่า “บุคคลที่ทีมประชาสัมพันธ์นายกฯตู่ต้องรู้จักให้มากขึ้น ทุกเช้าจะมีสตรี 2 คน คนหนึ่งแก่หนังเหี่ยว อีกคนไม่แก่เท่าไร จะไปแจกหมาก “ผู้สื่อข่าวทำเนียบ” ซักซ้อมแนวการถามนายกฯตู่เรียกว่าวางธงให้เสียอาการทุกวัน บุคคลนี้ไม่ต้องการข่าวแต่ต้องการทำลายภาพลักษณ์กันเท่านั้น แล้วให้ช่างกล้องเตรียมถ่ายอาการนายกฯตู่ในมุมที่แย่ๆ อย่างนี้ถ้ายังคิดว่าเป็นสื่อ ก็จะเหมือนกับวัวที่คิดว่าปิรันย่าเป็นปลาหมอ แล้วประมาทลงเดินข้ามน้ำนั่นแหละ”

วันที่ 10 ก.พ. พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายกับสื่อมวลชนต่อท่าทีของนายกฯว่า “การที่นายกฯให้สัมภาษณ์หรือคุยกับสื่อน้อยลง ไม่ใช่เพราะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ต่อไปจะตอบคำถามเพียงบางเรื่องที่มีสาระประโยชน์ มีความสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ลดความขัดแย้งเท่านั้น ยอมรับมีความเป็นห่วงในเรื่องของการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจของประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย เพราะถูกบิดเบือน เบี่ยงประเด็นไปในทางหวังผลประโยชน์ทางการเมืองกันมากเกินไป”

นี่อาจเป็นมูลเหตุนำไปสู่การจัดระเบียบสื่อทำเนียบรัฐบาล

................

"แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม" สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

นักวิชาการด้านสื่อมวลชนต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า เป็นเรื่องปกติสามารถทำได้บ้าง และเป็นวิธีการปฏิบัติการทำงานของสื่อตามหลักสากลอยู่แล้ว แต่สุดท้ายการทำงานต้องอยู่ทั้ง 2 ฝ่ายคือ สื่อมวลชนทำหน้าที่ตั้งคำถามหาข้อเท็จจริงและผู้ที่มีหน้าที่ในการชี้แจงข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจ

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การตั้งข้อปฏิบัติโดยให้สื่อมวลชน ระบุชื่อ นามสกุล และต้นสังกัด นั้นเป็นที่ถูกต้องแล้วและควรจะทำ  เพราะการแสดงตัวตนของผู้ถามนั้น ไม่ใช่เป็นมารยาทในการทำงานของสื่อมวลชนเอง แต่รวมถึงมารยาทการสอบถามในที่สาธารณะทั่วไปที่ควรจะมีการชี้แจงและแนะนำตนเอง และสังกัด ซึ่งจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคนที่ถามคำถามนั้น

ส่วนประเด็นที่จำกัดข้อคำถามของสื่อมวลชน 4 คำถาม มองเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถทำได้ หากดูการทำงานของสื่อต่างประเทศเอง อย่างเช่นที่สภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา การให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศจะไม่เปิดให้สื่อมวลชนได้สอบถามกันทุกวัน และทุกประเด็น เขาจะจัดให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และให้สอบถามต่อประเด็นที่สำคัญในช่วงสถานการณ์นั้นๆ เนื่องจากว่าประเด็นต่างๆจะมีเป็นหน้าที่ของโฆษกแต่ละกระทรวงหรือแต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ในการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

“การถามนายกฯนั้นมีความจำเป็นก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องถามตลอดเวลา และถามในทุกประเด็น ควรถามเฉพาะประเด็นสำคัญและในช่วงเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งการติดตามภารกิจนายกฯไปทุกที่ตลอดเวลาไม่ได้มีความคืบหน้าของข่าวมากขึ้น ในทางกลับกันนักข่าวควรใช้เวลาหันมาทำเชิงสืบสวนมากขึ้น เพราะข่าวสืบสวนมักจะไม่ได้ออกมาจากปากโดยตรงของผู้บริหารประเทศ แต่มาจากการสืบค้นข้อมูลข้อเท็จจริงมาประกอบ โดยคำพูดของผู้นำมาประกอบข่าวเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้นำประเทศเองก็ควรจะต้องระมัดระวังเรื่องอารมณ์ และคำพูดในการชี้แจงข้อเท็จจริง โดยนักข่าวเองต้องตั้งคำถามที่เหมาะสมด้วย ”ดร.มานะกล่าว

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อมวลชน กล่าวว่า การลุกขึ้นถามของสื่อมวลชนแล้วต้องบอกชื่อ นามสกุล และต้นสกัด คือวัฒนธรรมที่ดีที่ที่ไหนในโลกเขาก็ทำกัน ดังนั้นเราก็ควรจะทำ เพราะจะได้รู้ว่าเราเป็นสื่อในสังกัดไหนอย่างไร อีกทั้งจะได้เป็นเกียรติของสำนักพิมพ์ของเรา เมื่อสื่ออื่นเอาไปอ้างก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคำถามนั้น

การตั้งเงื่อนไขมากำหนดจำนวนคำถามไม่ควรทำ ทำไม่ได้ และสื่อมวลชนเองไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะสื่อมวลชนต้องทำตามหน้าที่

แต่ในส่วนของผู้ตอบคำถาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองซึ่งถือว่าเป็นนักการเมือง ควรที่จะเรียนรู้ในการตอบคำถาม และไม่ตอบคำถามได้ ไม่ใช่มาตั้งคำถามย้อน หรือย้อนกลับมาต่อว่าสื่อมวลชน ดังนั้นต้องรู้จักเรียบเรียงการพูดให้ได้คำตอบที่ฉะฉาน ให้เกิดความเข้าใจที่ที่ดีในการสื่อสารและชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ARAYA ดึง Doosan ลงทุน 135 ล้านดอลลาร์ ตั้งฐานผลิตชิ้นส่วน AI ในไทย

ARAYA ดึง Doosan ลงทุน 135 ล้านดอลลาร์ ตั้งฐานผลิตชิ้นส่วน AI ในไทย