posttoday

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

13 กุมภาพันธ์ 2559

ที่ประชุมสนช. มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง เห็นชอบให้ส่งรายงานให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 17 ประเด็น 15ก.พ.นี้

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง เห็นชอบให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 15 ก.พ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 17 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ที่มา สส. ควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็น สส.แบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพราะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้มาระยะหนึ่งจนกระทั่งประชาชนเริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแล้ว อีกทั้งทำให้การทุ่มซื้อเสียงของพรรคการเมืองทำได้ยากขึ้น และควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ (สส. 3 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง) เพราะจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นไปได้ยาก

2.ที่มา สว. ควรให้มี สว. 200 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง6 ปี มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลายส่วนอำนาจหน้าที่ควรมีบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไว้ เพราะการกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง อาจทำให้ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของศาลได้

3.การกำหนดที่มานายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พรรคละไม่เกิน
3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภา และถ้าบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวแพ้การเลือกตั้งก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะสม และถ้าพรรคใดเสนอบุคคลซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

4.มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเอาไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้ ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยใช้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภา

ในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้ว ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ

5.ให้นำมาตรา 4 ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ส่วนการนำมาตรา 7 มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการนำมาตรา 7 เดิมไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำมาตราดังกล่าวไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงตามกรอบของมาตรา 205 เท่านั้น และองค์กรอื่นก็ไม่สามารถนำหลักดังกล่าวไปใช้ได้เช่นนั้น

6.ควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ 7.ควรให้คงหลักการตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กรณีบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น 2 แนวทาง คือ 1 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ 2 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

8.ควรเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อให้การรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 9.ควรนำแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 78(2) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นด้วยมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย 10.ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐของประชาชน โดยเห็นว่าในมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญควรมีเนื้อหาดังนี้ “มาตรา 60 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน”

11.กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่ต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นการบังคับทิศทางให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลในอนาคต 12.เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นควรนำรายละเอียดของความหมายของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในมาตารา 73 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแทน

13.ควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาล เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน 14.ควรกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป โดยแยกออกมาจากบท เฉพาะกาลมาเป็นอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้

15.การห้าม คสช. ครม. สนช. และ สปท.สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือเป็น สว. เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับนั้นถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง 16.การกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้ง 10 ฉบับ ภายในเวลาที่กำหนด

17.ควรนำเนื้อหามาตรา 283 ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การไม่ดำเนินการตรากฎหมายภายในเวลาที่กำหนดของ ครม. สส. หรือ สว.ถือเป็นการจงจำไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเว้น แต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสดวิสัย หรือเป็นเหตุที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย

ข่าวล่าสุด

เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. 2569 รับทราบร่างกฎหมาย–เศรษฐกิจ–งบฯ