posttoday
โชว์ตัวก่อนเลือกตั้ง สูตรใหม่นายกรัฐมนตรี

โชว์ตัวก่อนเลือกตั้ง สูตรใหม่นายกรัฐมนตรี

12 พฤศจิกายน 2558

คนที่จะเป็นนายกฯ จะถูกผ่านการเห็นชอบจากประชาชนมาทางอ้อม คนจะรู้ทั่วไปว่าพรรคนี้ถ้าเป็นรัฐบาลจะเสนอใครเป็นนายกฯ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ได้มีการพิจารณาบทบัญญัติรูปแบบโครงสร้างในระดับการเมือง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นกำหนดให้พรรคการเมืองต้องระบุรายชื่อบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ก่อนเลือกตั้ง 1-5 รายชื่อ โดยบุคคลที่ถูกเสนอชื่อจะเป็น สส.หรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่ต้องได้รับการลงมติโดยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนฯราษฎรด้วย และห้ามที่ประชุมสภาผู้แทนเสนอรายชื่อที่อยู่นอกเหนือบัญชีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องไปพิจารณาเพิ่มว่าจะอนุญาตให้รายชื่อที่ประกาศก่อนเลือกตั้งซ้ำหรือไม่ และควรจัดลำดับของรายชื่อผู้ที่พรรคเสนอเพื่อเสนอเป็นนายกฯ หรือไม่

“ศุภชัย เยาวประภาส” กรธ.ในฐานะรองประธานอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหาร นำเสนอแนวคิดต่อที่ประชุม กรธ.ว่า รูปแบบโครงสร้างทางการเมืองนั้น ระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทยคือ ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ส่วนนายกฯ ต้องมาจากความไว้วางใจของสภา โดยมีที่มาอย่างน้อย 3 ทางเลือก คือ 1.มาจากผู้ที่เป็น สส. 2.บุคคลใดๆ ก็ตามที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 3.ผู้ที่มีชื่อปรากฏในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ในทางเลือกที่ 3 พบว่ามีข้อดีคือ นายกฯ ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภา และประชาชนได้เห็นรายชื่อก่อนตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง จึงไม่ใช่ไอ้โม่งที่ไหนมาก็ได้ ถือว่ามีทางเลือกให้ประชาชนมากขึ้น และรู้ล่วงหน้าก่อนลงคะแนน แต่เห็นว่าแนวทางนี้มีจุดอ่อนคือ ในภาวะที่บ้านเมืองวิกฤต ทางเลือกจะถูกจำกัดเฉพาะรายชื่อที่มีการเสนอมาก่อนหน้านั้นเท่านั้น ประชาชนที่มาใช้สิทธิอาจยังไม่ชิน และการมีบัญชีว่าที่นายกฯ เพิ่มเข้ามาเป็นเรื่องใหม่อาจทำให้ประชาชนสับสน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนิติ บริหาร ยังคงเหมือนเดิม คือสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และนายกฯ ยุบสภาได้

“ทางเลือกที่ 1 นั้น มีออสเตรเลีย สิงคโปร์ และหลายช่วงในประเทศไทยเคยใช้ทางเลือกที่ 2 มีในประเทศอังกฤษ และประเทศไทยช่วงปี 2502 2511 2515 2519 2520 และ 2534 ก็ใช้ ส่วนทางเลือกที่ 3 กำหนดผู้มีชื่อในบัญชีที่พรรคเสนอนั้น แปลว่าตอนเลือกตั้งแต่ละพรรคจะต้องเสนอชื่อคนที่พรรคนั้นประสงค์ให้เป็นนายกฯ 1-5 ชื่อให้ประชาชนรับรู้ และแจ้งให้ กกต.จดบันทึกไว้ หากพรรค 1 บวก 2 ก็จะมีรายชื่อไม่เกิน 10 คน พบว่าประเทศอิสราเอลเคยใช้เมื่อปี ค.ศ. 1999-2001 แต่ประเทศไทยยังไม่เคยใช้โดยตรง เพียงแต่ที่ผ่านมามีการรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ว่ารายชื่อลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อ คือผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ”ศุภชัย ระบุ

จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้แลกเปลี่ยนถกเถียงในเรื่องที่มานายกฯ โดยส่วนใหญ่เห็นคล้อยตามแนวทางที่ 3 คือไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น สส.เท่านั้น แต่ต้องมาจากที่ประชุมสภาผู้แทนฯเป็นคนเลือก และเลือกจากรายชื่อที่พรรคการเมืองประกาศไว้ล่วงหน้าตอนหาเสียงเท่านั้น ศุภชัย กล่าวอีกว่า ในอนุกรรมการฯ มีการถกกันว่าแนวทางนี้จะมีปัญหาการเสนอชื่ออีกประเด็นหนึ่งคือ พรรคใหญ่อาจจะได้เปรียบ เพราะรายชื่อที่จะเสนอนั้นต้องได้ความยินยอมจากผู้ถูกเสนอด้วย อาจทำให้พรรคเล็กหาคนที่ยินยอมได้ยากกว่า จึงเสนอว่าควรกำหนดว่าให้มีรายชื่ออย่างน้อย 1 คน ไม่เกิน 5 คน ส่วนประเด็นว่าพรรคการเมืองต่างพรรคจะเสนอชื่อซ้ำได้หรือไม่นั้น เห็นว่าถ้ามีการเสนอชื่อซ้ำประชาชนก็จะได้รู้แต่แรกว่าพรรคนี้เป็นพรรคสาขาหรือนอมินีของอีกพรรค

“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. กล่าวว่า ประเทศไทยวนเวียนกับปัญหานายกฯ ต้องเป็นหรือไม่เป็น สส. เพราะปัญหาเกิดจากวิกฤตในอดีตทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน แต่การกำหนดว่านายกฯ ต้องมี สส.ก็มาคิดว่าเมื่อให้ผู้แทนทั้งสภาเลือกแล้ว แล้วจะไปกำหนดอีกทำไมว่าจะต้องเป็น สส.เท่านั้น ซึ่งในอดีตไม่มีหลักประกันว่าประชาชนเห็นด้วยที่จะให้ สส.คนนั้นเป็นนายกฯ หรือไม่ ทั้งนี้ หากจะให้เลือกนายกฯ โดยตรงมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหายุ่งยากตามมา จึงคิดว่าวิธีที่อนุกรรมการฯ เสนอเป็นการประสมประสานออมชอม คือพรรคต้องไปหารือว่าจะเสนอใครมาให้ประชาชนเห็นว่า หากตั้งรัฐบาลแล้วจะเอาใครมาเป็นนายกฯ แปลว่าวันที่ไปลงคะแนนจะรู้ทั้งใครจะเป็น สส. และใครจะมีโอกาสมาเป็นนายกฯ วิธีนี้น่าจะทำให้ประชาธิปไตยเดินก้าวอีกขั้น

มีชัยยังได้สรุปข้อดีของแนวทางที่ 3 คือ 1.คนที่จะเป็นนายกฯ จะถูกผ่านการเห็นชอบจากประชาชนมาทางอ้อมแล้ว โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องจดแจ้งรายชื่อไว้ที่ กกต.แล้วไปโฆษณาหาเสียงได้ คนจะรู้ทั่วไปว่าพรรคนี้ถ้าเป็นรัฐบาลจะเสนอใครเป็นนายกฯ 2.ถ้าเราให้เขาเสนอได้มากกว่า 1 ชื่อ โอกาสเลือกเขาจะมีมากขึ้น เพราะ ณ วันที่เลือกตั้งอาจคิดว่าหมายเลข 1 เป็น แต่หลังเลือกตั้งเกิดง่อยเปลี้ยเสียขาหรือมีอันเป็นไปก็ไม่รู้ทำไง เขาก็ยังมีตัวเลือกอื่น 3.ไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเลือกใครตามอำเภอใจมาเป็นนายกฯ โดยที่ประชาชนไม่รู้เห็นมาก่อน เพราะถูกจำกัดไว้ด้วยรายชื่อ 4.ประชาชนไปลงคะแนนจะมีความหมายมากขึ้น เลือกทั้งคนทั้งพรรคทั้งนายกฯ ด้วยบัตรใบเดียว 5.พรรคจะได้รับการมองจากประชาชนที่เข้มงวดขึ้น เพราะต้องคิดอ่านล่วงหน้าว่าเมื่อชนะจะเอาใครมาเป็นนายกฯ

ขณะเดียวกัน ในเบื้องต้นควรจะมีเงื่อนไขคือ 1.การเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นมติของพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่ใครหรือผู้บริหารพรรคกำหนดเอง 2.ผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องยินยอมด้วย และ 3.รายชื่อที่เสนอไว้จะเอามาลงมติเพื่อให้เป็นนายกฯ ได้ จะต้องมาจากรายชื่อของพรรคที่มี สส. ในสภาอย่างน้อยจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพื่อป้องกันการตั้งพรรคเพียงเพื่อเสนอชื่อ แต่ทั้งหมดยังไม่ใช่ข้อสรุปของ กรธ.เป็นเพียงแนวโน้มที่เห็นคล้อยไปทางรูปแบบนี้

ข่าวล่าสุด

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อำลาแมนฯ ซิตี้ หลังคุมทีมครบ 10 ปี กวาด 20 แชมป์

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อำลาแมนฯ ซิตี้ หลังคุมทีมครบ 10 ปี กวาด 20 แชมป์