ล้วงกระเป๋าเงิน ‘ปู’ กระเทือนปรองดอง
สถานการณ์การเมืองไทยเวลานี้กำลังมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นศูนย์กลางแห่งความเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อคสช.กำลังรุกคืบเดินเกมบุกใส่ ต้องยอมรับว่าการสร้างความปรองดองกำลังกลายเป็นเพียงการขายฝัน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองไทยในเวลานี้กำลังมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นศูนย์กลางแห่งความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังรุกคืบเดินเกมบุกใส่อดีตนายกฯ คนนี้เป็นระยะ
ล่าสุด กระทรวงการคลังเดินหน้าด้วยการส่งบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวน 12 บัญชีของยิ่งลักษณ์ ให้กับกรมบังคับคดีดำเนินการอายัดทรัพย์และยึดทรัพย์ อันเป็นไปตามการดำเนินการของคณะกรรมการสืบทรัพย์กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำทรัพย์ของยิ่งลักษณ์มาชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าววงเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท
ทันทีที่มีความเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังดังกล่าว ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์ได้มอบหมายให้ทนายความไปยื่นต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลาการดำเนินการของคณะกรรมการสืบทรัพย์และกรมบังคับคดี ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีชี้แจงต่อศาลปกครองภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.
โดยประเด็นที่ศาลปกครองต้องการทราบความชัดเจนก่อนมีคำพิพากษา คือ เหตุผลและความจำเป็นในการจะต้องทำการยึดทรัพย์ของยิ่งลักษณ์
ถ้ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายตามความเข้าใจสามัญปกติก็ไม่น่าจะมีปัญหา กล่าวคือ เมื่อมีการนำเรื่องสู่กระบวนการทางศาลแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรยุติการดำเนินการใดๆ เพื่อรอคำตัดสินของศาล
แต่ปรากฏว่าหลักการกับการปฏิบัติต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากยิ่งลักษณ์ออกมาระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า “ไม่ใช่แค่อยู่ขั้นตอนการเตรียมการนะคะ แต่ได้ยึดและถอนเงินในบัญชีดิฉันไปแล้วค่ะ”
การออกมาโวยของยิ่งลักษณ์ ไม่ต่างอะไรกับการตหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าอย่างจัง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันมาตลอดว่ายังไม่มีการยึดทรัพย์ แต่เป็นเพียงขั้นตอนของการเตรียมของกระทรวงการคลังเท่านั้น
“ขณะนี้เป็นขั้นตอนการเตรียมงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อน แต่จะต้องรอผลทางคดีออกมาก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้” คำชี้แจงจากนายกฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ออกยอมรับว่ามีการถอนเงินในบัญชีของยิ่งลักษณ์จริง โดยเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ได้ให้คำอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ
“เงินที่ถูกอายัดไว้นั้นมี 16 บัญชี โดย 5 บัญชีรวมแล้วมีเงินเป็นหลักแสนบาท ซึ่งถูกกรมบังคับคดีถอนออกมาก่อนถือเป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าคลังทันที ทรัพย์ยังอยู่ที่กรมบังคับคดี เนื่องจากเป็นการยึดตามคำสั่งทางคดีปกครอง อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออีก 11 บัญชีนั้นยังไม่มีการแตะต้องแต่อย่างใด” รองนายกฯ อธิบาย
ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายมาตลอดว่าคดีแพ่งและคดีอาญาถูกแยกออกจากกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นไปตามหลักการของกฎหมาย เพียงแต่ว่าการดำเนินการถอนเงินในบัญชีของยิ่งลักษณ์ออกมา เป็นพฤติกรรมที่อ่อนไหวในทางการเมืองพอสมควร
ทั้งนี้ เป็นเพราะแค่การมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินในชื่อของยิ่งลักษณ์ ก็มีผลในทางกฎหมายที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือทำธุรกรรมใดๆ ในทรัพย์สินที่ถูกอายัดได้แต่อย่างใด เหมือนกับกรณีที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เคยถูกอายัดทรัพย์และไม่สามารถไปทำธุรกรรมทางการเงินต่อทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้คำสั่งอายัดทรัพย์ได้
จริงอยู่แม้รองนายกฯ วิษณุ จะยืนยันว่าการถอนเงินดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อไฟการเมืองให้มีความรุนแรงมากขึ้น
ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้และตลอดเดือน ส.ค. ล้วนแต่เป็นช่วงคาบลูกคาบดอกทั้งสิ้น เพราะเป็นเดือนแห่งการพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ซึ่งยิ่งลักษณ์ตกเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ยิ่งลักษณ์มีคิวต้องรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 25 ส.ค.
นับจากนี้ไปจนถึงวันพิพากษา แน่นอนว่ากลุ่มมวลชนฝ่ายสนับสนุนยิ่งลักษณ์ต้องพยายามเคลื่อนไหวเพื่อกดดันฝ่าย คสช. เพราะยิ่งลักษณ์เปรียบเสมือนกล่องดวงใจสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย จึงพร้อมจะเหยียบซ้ำทันทีที่ คสช.ก้าวพลาด
ถามว่าเวลานี้ คสช.ก้าวพลาดแล้วหรือยัง ก็พอจะได้คำตอบว่า “ก้าวพลาด” อย่างไม่น่าให้อภัย
ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินของยิ่งลักษณ์ที่ถูกคำสั่งอายัดเอาไว้ การทำเช่นนั้นของหน่วยงานภาครัฐย่อมทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองได้ว่าเป็นการทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผลในลักษณะที่มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนคำพิพากษาที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ส.ค.
นอกจากการล้วงเงินในกระเป๋าสตางค์ของยิ่งลักษณ์จะมีผลต่อบรรยากาศทางการเมืองก่อนวันที่ 25 ส.ค.แล้ว ยังมีผลไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากวันพิพากษาอีกด้วย โดยเฉพาะกับการสร้างความปรองดอง
หลายสัปดาห์มานี้รัฐบาลพยายามสร้างกระบวนการสันติภาพผ่านแผ่นกระดาษที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม”
แต่เมื่อรัฐบาลกลับเดินเกมการเมืองล้ำเส้นแบบนี้ คงต้องยอมรับว่าการสร้างความปรองดองกำลังกลายเป็นเพียงการขายฝันของ คสช.เข้าไปทุกที หรือถ้าจะบอกว่าความปรองดองได้พินาศลงแล้ว ก็คงไม่แปลกนัก


