เซตซีโร่ กสม. สอดรับหลักสากล
การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องกระทบและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลบางประการให้เท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักสากลต่อกระบวนการได้มาของ กสม.
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา สภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ...ตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. เป็นผู้เสนอ
“การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องกระทบและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลบางประการให้เท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักสากลต่อกระบวนการได้มาของ กสม.ที่ต้องมาจากความหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยยึดหลัก 2 ประการ 1.บัญญัติในรัฐธรรมนูญไทย และ 2.หลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในหลักการปารีส ซึ่งไทยเป็นภาคีอยู่ ดังนั้น ร่างนี้จะนำหลักการดังกล่าวมาผนวกเอาไว้ให้เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ”
จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายพร้อมตั้งข้อสังเกต อาทิ พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล สมาชิก สนช. ระบุว่า อยากทราบเหตุผลและเจตนารมณ์ของ กรธ.ทั้งร่าง พ.ร.ป.กกต. และ พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้คณะกรรมการอยู่หรือไป ให้เป็นไปตามคุณสมบัติที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เหตุใด กสม.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ทั้งนี้ ที่มาของ กสม.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 จึงอยากถามว่า กสม.เป็นองค์กรอิสระหรือไม่ และจะมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญในการคัดสรรเป็นคณะกรรมการหรือไม่ และมาตรา 24 กำหนดว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นิติบุคคล หรือองค์การ ซึ่งสรุปได้ว่าเป็นองค์กรไม่ใช่รัฐหรือเอกชนระหว่างประเทศด้วย
“แต่วรรคสองกำหนดว่าไม่ใช้บังคับกับกรรมการได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศในการประชุมสัมมนาต่างประเทศ โดยผู้เชิญเป็นคนออกค่าใช้จ่าย คำถาม องค์การระหว่างประเทศที่พูดถึงรวมถึงองค์กรที่เป็นของรัฐหรือเอกชน และเท่าที่ดูร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่มีภูมิคุ้มกันให้กับ กสม.”
ขณะที่ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. มองว่า มาตรา 24 ระหว่างดำรงตำแหน่งต้องไม่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด องค์การหรือนิติบุคคลที่มีรายได้หลักจากทุนหรือเงินอุดหนุนต่างประเทศ แต่วรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับในกรณีที่กรรมการได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานรัฐบาลในต่างประเทศ ให้ไปประชุมหรือสัมมนา โดยผู้เชิญออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว แต่กฎหมายดังกล่าว กสม.ต้องทำงานกับต่างประเทศ จึงต้องมีการประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน
“เมื่อ กรธ.เขียนกำหนด โดยเฉพาะคำว่า ‘ประโยชน์อื่นใด’ ผมตีความว่า เบี้ยประชุม หรือรับเลี้ยงอาหารสักมื้อก็รับไม่ได้ จึงคิดว่าถ้าไม่รับเงินหรือทรัพย์สินเห็นด้วย และคิดว่าการเขียนขึ้นเพราะกลัวการแทรกแซง กลัว กสม.ไม่เป็นกลาง อิสระ จึงอยากให้เปลี่ยนคำดังกล่าวเป็น ‘ประโยชน์ทับซ้อน’ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ กรธ.มากกว่า”
มีชัย ชี้แจงว่า บทเฉพาะกาลระหว่างผู้ตรวจฯ กับ กสม.ที่แตกต่างกันนั้น เพราะองค์กรอิสระแต่ละชุดมีปัญหาแตกต่าง เวลาทำบทเฉพาะกาลก็ทำตามความจำเป็นแต่ละคณะ โดยหลัก กรธ.ยึดว่า คณะกรรมการองค์กรอิสระที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนให้อยู่ต่อไป เว้นแต่ละองค์กรใดมีกรณีพิเศษอาจจะเขียนแตกต่างออกไป
“สำหรับ กสม.เหตุจำเป็นแตกต่าง เพราะ กสม.ไทยในสายตานานาชาติ ถูกลดเกรดลงตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากกระบวนการสรรหาไม่เปิดกว้าง ไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตามกติกาปารีส แม้ชุดปัจจุบันจะมีคุณสมบัติดีอย่างไร ก็ไม่มีวันพิจารณาเปลี่ยนไป เพราะมาจากกฎหมายเดิม ทางเดียวทำได้ คือ สรรหาใหม่ให้ถูกต้องตามกระบวนการ”
นอกจากนี้ กสม.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ แต่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ กสม. ถือว่าเป็นองค์กรอิสระ ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หากจะกลับมาสมัครใหม่ ทัศนะ กรธ.เห็นว่าเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ใช่ผู้วินิจฉัย ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า
ส่วนมาตรา 22 ทำไมต้องตั้งให้ครบ 7 คนนั้น เพื่อให้ครบและทำงานเต็มที่ และยอมให้รับเงินการเชิญได้ ถ้าเป็นทางการและออกเงินให้ ขณะเดียวกัน ที่มองว่าไม่มีภูมิคุ้มกันซึ่งตามหลักกฎหมายไทย ยืนยันเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำตามหน้าที่โดยสุจริต ได้รับความคุ้มกันแม้จะไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายทุกฉบับ
อย่างไรก็ดี ที่ประชุม สนช.มีมติ 190 คะแนน รับหลักการในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 24 คน มาพิจารณารายละเอียด โดยกำหนดเวลาการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน ก่อนส่งกลับให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบอีกครั้ง


