ไม่เซตซีโร่พรรค สัญญาณผ่อนคลาย
ข่าวสารบ้านเมืองเวลานี้ สังคมส่วนใหญ่กำลังพุ่งเป้าและจับจ้องไปที่สองเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ข่าวสารบ้านเมืองเวลานี้ สังคมส่วนใหญ่กำลังพุ่งเป้าและจับจ้องไปที่สองเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ1.การพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานและร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว
แม้ในเชิงกระบวนการจะยังไม่ใช่เป็นการประกาศให้ใช้เป็นกฎหมาย เพราะต้องรอให้คณะรัฐมนตรีส่งร่างพ.ร.บ.เข้ามายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อออกกฎหมายอีกครั้ง แต่ต้องถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อด้วยอำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ
2.การจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอนุมัติโครงการกันแบบไม่เปิดเผยต่อประชาชน ในที่สุดกองทัพเรือก็ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดกระแสท้วงติง
พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการกองทัพเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ยืนยันว่า “กองทัพเรือได้ศึกษาเปรียบเทียบข้อเสนอจากบริษัทผู้ผลิต 6 ประเทศ ซึ่งข้อเสนอจากจีนเป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์มากที่สุด ทั้งเรื่องขีดความสามารถ ความต่อเนื่องของอาวุธการใช้งาน และความสามารถในการจ่ายได้ และกองเรือดำน้ำของจีนมีการปฏิบัติการจริงในทะเลมากที่สุดในโลก ทำให้เชื่อว่าเป็นเรือที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือเพียงพอ”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่สังคมให้ความสนใจกับสองเรื่องร้อนดังกล่าว แต่มีอยู่หนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
เวลานี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.เป็นประธาน ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 มาแล้วก่อนหน้านี้
เดิมทีมีการคาดหมายการขึ้นเป็นคนคุมกฎหมายพรรคการเมืองของ พล.อ.สมเจตน์ อาจถูกจับตามองจากฝ่ายการเมืองแบบกัดไม่ปล่อย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.สมเจตน์ ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายการเมืองมาตลอด จนทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่ากฎหมายพรรคการเมืองใหม่ในอนาคตจะสร้างความอึดอัดให้กับนักการเมือง
แต่ทำไปทำมาผิดคาด เพราะมีหลายประเด็นที่คณะ กมธ.วิสามัญฯ เตรียมปรับปรุงตามเสียงท้วงติงของฝ่ายการเมือง
อย่างเสียงท้วงติงของฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการมีทุนประเดิมตั้งพรรคการเมือง 1 ล้านบาท อาจทำให้โอกาสการตั้งพรรคการเมืองในอนาคตทำได้ยาก คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ยังไม่เห็นชอบและพร้อมจะปรับแก้อีกครั้งด้วยการลดจำนวนเงินลง หรือไม่ต้องมีการกำหนดทุนประเดิม
เช่นเดียวกับปัญหาการให้สมาชิกพรรคการเมืองจ่ายคำบำรุงพรรคการเมืองรายปี 100 บาท ซึ่งพรรคการเมืองมองว่าเป็นการปิดโอกาสในการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชนทั่วไป คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ได้ชะลอการพิจารณาเรื่องนี้เช่นกันเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง
หรือเรื่องร้อนอย่างการยุบพรรคการเมือง ซึ่งฝ่ายการเมืองได้วิพากษ์วิจารณ์ไปในลักษณะรุนแรงว่าร่างกฎหมายพรรคการเมืองเปิดช่องให้เกิดการยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไป โดยเฉพาะการกำหนดว่าหากพรรคการเมืองแก้ไขข้อบังคับการประชุมและส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะมีโทษถึงยุบพรรค
ในประเด็นนี้คณะ กมธ.วิสามัญฯ ปรับแก้ให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น คือ การขยายเวลาจาก 30 วันเป็น 90 วัน เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลามากขึ้น
สุดท้ายในเรื่องการเซตซีโร่พรรคการเมือง คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการกำหนดให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งก่อนมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่ต้องสิ้นสภาพไปอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่เดิมฝ่ายการเมืองคาดว่างานนี้มีใบสั่งส่งมายัง สนช.เพื่อทุบพรรคการเมือง แต่ก็ผิดคาดไปอย่างที่ปรากฏ
การที่ สนช.พยายามปลดล็อกเรื่องร้อนๆ ออกทีละเรื่องตามที่เห็นนั้น มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการพยายามเป็นมิตรกับพรรคการเมือง เพราะต้องยอมรับว่าสถานะของแม่น้ำ 5 สายในขณะนี้ค่อนข้างเปราะบางพอสมควร ภายหลังจากที่ถูกวิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารประเทศในทางลบค่อนข้างหนัก
ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ สนช.จะเปิดหน้าแลกกับฝ่ายการเมืองโดยไม่จำเป็น เพราะการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเปิดศึกหลายด้าน ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าการเปิดศึกหลายด้านไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มศัตรูและผลสุดท้ายก็มีแค่ความปราชัยในท้ายที่สุด
ดังนั้น ยอมถอยในบางเรื่องเพื่อเดินหน้างานใหญ่ในอนาคตน่าจะดีที่สุด


