ดันกฎหมายคุมสื่อ คสช.ปูทางสืบทอดอำนาจ
เวลานี้ทุกอย่างเชื่อมโยงจนเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆจนมีคนออกมาดักคอการปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เดินหน้าลุยเต็มที่กับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ... และร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการสื่อสารมวลชน เข้าสู่ที่การพิจารณาของประชุมใหญ่ สปท.ในวันนี้
ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวางของ 30 องค์กรสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไป ที่เห็นห่วงว่ากฎหมายนี้จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนผ่าน “ใบอนญาต” ที่บังคับให้สื่อมวลชนต้องไปขึ้นทะเบียนก่อนทำหน้าที่ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ยิ่งหากดูคำนิยาม “สื่อมวลชน” มาตรา 3 “สื่อกลางหรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำเสนอข่าวสาร สารและเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป”
ที่สำคัญคือ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า “บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม”
จากนิยามดังกล่าวกระทบไปถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งเว็บไซต์หลายพันเจ้าและเว็บเพจอีกนับหมื่นแห่งที่เข้าข่ายต้องขึ้นทะเบียน สวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ทั่วโลก
อีกประเด็นคือ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่กำหนดโดยให้ภาครัฐเข้ามานั่งในกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกับให้ตัวแทนของภาครัฐอีกจำนวน 1 คน เท่ากับว่าจะมีตัวแทนของรัฐเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ 3 คน จากทั้งหมด 7 คน จนเป็นห่วงว่านี่จะเป็นอีกช่องทางที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ
จากสัญญาณเอาจริงรอบนี้จะเห็นว่ามีความพยายามเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐประหาร ซึ่งเข้าใจได้ว่าในช่วงแรกนั้นเป็นไปเพื่อความมั่นคงในช่วงจัดการวางกลไกการทำงาน แต่ดูเหมือนรัฐบาล คสช.ที่ทำงานมาได้สักระยะแล้วก็ยังไม่ปล่อยให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
หลายครั้งที่รัฐบาล คสช.ใช้วิธีการพักใบอนุญาตชั่วคราว การสั่งปิดรายการนั้นรายการนี้ เรื่อยไปจนถึงเรียกผู้บริหาร ผู้ดำเนินรายการ ตลอดจนทีมงาน ไปพูดคุยปรับทัศนคติ โดยเฉพาะในรายการที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในแง่มุมรุนแรงจนสร้างความเสียหาย
แม้จนช่วงปลายรัฐบาล คสช.ก็ยังพบเห็นพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนหลายกรณี
ทว่า หลังรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อย สิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมกลับมาเข้มแข็ง เพราะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร
ยิ่งในวันที่ คสช.พ้นจากอำนาจไปแล้ว การควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนย่อมทำได้ยาก
การทำงานของสื่อมวลชนที่เข้าไปเกาะติดตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของรัฐบาล จึงอาจไม่เป็นที่พออกพอใจของ คสช. โดยเฉพาะกับเรื่องร้อนที่คอยกัดกร่อนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. อย่างล่าสุดกับเรื่องเรือดำน้ำ ที่ฉุดความเชื่อมั่น คสช.อย่างรุนแรง
นับจากนี้การทำงานของรัฐบาล คสช.ที่ถูกเกาะติดตรวจสอบจากสื่อมวลชนจึงอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ที่ล่อแหลมจากปัจจัยต่างๆ ที่่รุมเร้าอยู่แล้ว ยิ่งจะต้องสุ่มเสี่ยงมากขึ้น การเข้าไปกำกับควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจึงกลายเป็นทางออกของรัฐบาล คสช.
แถมในวันที่อำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ที่เคยใช้ได้อย่างคล่องตัวก่อนหน้านี้ ก็เริ่มมีข้อจำกัดหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะอ้างเรื่องความมั่นคงไปลบล้างเรื่องสิทธิอย่างที่เคยทำก็คงจะยากขึ้น
ยิ่งมองลึกไปในช่วงเวลาที่เลือกตัดสินใจเร่งออกกฎหมายตัวนี้จะเห็นว่ากว่ากฎหมายจะบังคับใช้ได้สำเร็จ หรือเริ่มเห็นเค้าโครงกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตามกฎหมายใหม่นั้นอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยเป็นปี
ไม่แปลกที่จะถูกมองว่านี่เป็นหนึ่งในแผนระยะยาวเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ
หากจำได้ทั้งกลไกในรัฐธรรมนูญทั้งระบบเลือกตั้ง ที่เปิดประตูรอไว้สำหรับนายกรัฐมนตรีคนนอก ด้วยตัวช่วยพิเศษอย่าง สว.ชุดใหม่ที่จะผ่านการคัดเลือกจาก คสช.ที่จะทำให้เส้นทางนี้ดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ชวนให้คิดว่าหลังเปลี่ยนผ่านแล้วการสืบทอดอำนาจจะทอดเวลาออกไปได้นานขนาดไหน ซึ่งจะต้องจับตาไปยังองค์กรอิสระที่จะมาเป็นอีกหนึ่งในกลไกค้ำยัน ภารกิจที่ คสช.จะต้องผลักดันเดินหน้าต่อไป
การขจัดเสี้ยนหนามหรือหอกข้างแคร่ที่จะกวนใจการทำงานจึงเป็นสิ่งที่อาจจะปฏิเสธไม่ได้ แม้จะเสี่ยงกับแรงต้านหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งในและนอกประเทศ แต่ทั้งหมดก็ต้องยอมแลกเพื่อให้เดินไปสู่จุดหมายที่รออยู่ข้างหนา
เวลานี้ทุกอย่างเชื่อมโยงจนเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆจนมีคนออกมาดักคอการปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจ


