posttoday

นโยบายพลังงาน จุดอ่อนรัฐบาล

28 มีนาคม 2560

กลายเป็น “จุดอ่อน” ที่รัฐบาล คสช. ยังแก้ไม่ตกกับแนวนโยบายเรื่องพลังงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งจนยากจะหาข้อสรุปร่วม ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็น “จุดอ่อน” ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังแก้ไม่ตก กับแนวนโยบายเรื่องพลังงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งจนยากจะหาข้อสรุปร่วม ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย

ส่งผลให้แต่ละเรื่องที่ต้องการผลักดันเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จะถอยหลังก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดความเสียหาย หรือเสียโอกาสในระยะยาวจนทำให้ทุกอย่างคาราคาซังอย่างที่เป็นอยู่

ที่สำคัญยังเป็นปัจจัยที่เปราะบางสุ่มเสี่ยงจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง

เรื่องแรกกับความพยายามก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่สุดท้ายรัฐบาลต้องจำใจยอมถอยกลับไปตั้งหลักใหม่อีกรอบ หลังเจอเสียงต้านรุนแรงจากหลายฝ่าย ทั้งคนในพื้นที่ เอ็นจีโอ นักวิชาการ ไปจนถึงนักการเมือง ที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านแบบเต็มตัว

ด้วยความเป็นห่วงในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และการท่องเที่ยวของพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่จะไม่สามารถแก้ไขได้หากเกิดปัญหาขึ้นมา

ส่งผลให้ขั้นตอนต้องกลับไปเริ่มศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) กันใหม่อีกรอบ

แน่นอนว่าความพยายามผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานใหม่มารองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สัญญาณขัดแย้งรอบใหม่ก่อตัวขึ้นเมื่อ คสช.​ออกคำสั่งเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนในกองทัพ นำโดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาธิการ คสช. รับตำแหน่งประธานกรรมการ

เริ่มขยับด้วยการจัดเวทีสร้างความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้พร้อมกัน 3 เวที คือ จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ และสงขลา วานนี้

ท่ามกลางเสียงสะท้อนห่วงว่าด้วยรูปแบบเวทีที่ทหารเข้ามาเป็นเจ้าภาพ จะทำให้ผลสรุปของเวทีออกมาตามธงที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน

สอดรับกับที่ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต สว. ระบุว่า รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นเรื่องพลังงานพื้นที่ภาคใต้จากคนในพื้นที่เพื่อให้พลังงานกับชุมชนอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวในพื้นที่

“คสช.ควรแต่งตั้งนักวิชาการด้านพลังงานที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับเข้ามาเป็นคณะกรรมการมากกว่าตั้งทหารเข้ามา เพราะไม่แน่ใจว่าทหารจะเข้าใจกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ และหากยังคงเดินหน้าต่อโดยไม่ฟังอย่างรอบคอบ เชื่อว่ากรณีนี้จะเป็นชนวนทำให้เกิดวิกฤตรอบ 2 ได้”

แถมทางออกเรื่องนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ สร้าง หรือ ไม่สร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินเท่านั้น แต่ยังมีทั้งโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียนที่มีมิติอื่นๆ มากกว่าการยึดติดกับถ่านหินด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว

ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐบาล คสช.ยังดันทุรัง เส้นทางข้างหน้าอาจหนีไม่พ้นความขัดแย้งและความรุนแรง

ไม่ต่างจากเรื่องร้อนถัดมากับร่างกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับ คือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่จ่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 30 มี.ค.

หลังถูกเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เปิดหน้าคัดค้านมาตั้งแต่กฎหมายเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะสุดท้าย สนช.ก็ให้ความเห็นชอบในวาระแรกและไปค้างอยู่ในชั้น กมธ.พิจารณารายละเอียดที่ขยายเวลาพิจารณาหลายรอบ 

แต่ประเมินทิศทางลมแล้วเสียงค้านยังมีพลังอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้และถือเป็นเรื่องใหญ่หากกำหนดทิศทางผิดพลาด ทั้งอำนาจหน้าที่ และที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ย่อมทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำมาต้องเสียของ

ไม่ต่างจากเรื่องโรงไฟฟ้าเพราะการผลักดันกฎหมายนี้ก็เชื่อมโยงไปถึงเหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในอนาคต

ประเด็นนี้เปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.มากขึ้น เมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะแถลงกรณีทำจดหมายเปิดผนึกถึง สนช. ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบดูแลกระทรวงพลังงาน เคยรับมอบให้แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครพูดถึงบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดถึง ไม่มีแม้กระทั่งการศึกษาถึงผลได้ผลเสียตลอดจนความจำเป็นในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ รัฐบาลก็ยังไม่เคยทำไว้

“คณะรัฐมนตรีไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดเลยที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามคำขอที่ไม่ชอบมาพากลของคณะกรรมาธิการฯ ในเรื่องนี้ นอกเสียจากว่าจะเกรงใจใครบางคนหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในคณะรัฐมนตรีด้วย และหากเป็นไปตามร่างดังกล่าว กิจการน้ำมันของประเทศก็จะถอยหลังไป”

เรื่องพลังงานจึงถือเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่หากทำไม่ดีย่อมฉุดความเชื่อมั่นและเสถียรภาพอย่างรุนแรง

ข่าวล่าสุด

กกต.สรุปยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 13 วัน พุ่งกว่า 9.3 แสนราย