ศึกรอบด้าน "เพื่อไทย" อาการน่าเป็นห่วง
แม้แต่ละคดีจะยังไม่มีผลตัดสินออกมาเป็นที่สุด แต่ในระหว่างนี้ย่อมเป็นผลต่อการขยับตัวของพรรคเพื่อไทย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เวลานี้การเมืองไทยกำลังขับเคลื่อนไปในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ทั้งในเรื่องการสร้างความปรองดองการปฏิรูปประเทศ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมไปถึงการปราบปรามการทุจริต
ลองไล่เรียงมาทีละเรื่องจะพบว่าล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น
การสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองใหญ่ได้ทยอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่แกนนำระดับสูงของแต่ละพรรคเข้ามาร่วมนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองพร้อมให้ความร่วมมือกับแนวทางการสร้างความปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ด้านการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นอีกเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ถึงจะมีหน้าที่เป็นแค่ที่ปรึกษา แต่ด้วยชื่อเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้น จะเป็นกำลังสำคัญให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างกลไกเพื่อการปฏิรูปประเทศและการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ
นอกเหนือไปจากสามเรื่องข้างต้นแล้ว การปราบปรามการทุจริต นับว่าในทุกๆ ก้าวของเรื่องนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับคดีล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ของบริษัท การบินไทย
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า “จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่ามีการจัดซื้อเครื่องยนต์ใน 3 ระยะ ระหว่างปี 2534-2548 โดยระยะที่ 3 คือ ปี 2547-2548 มีการดำเนินการเสนอราคาส่อเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือบริษัท โรลส์-รอยซ์ ให้ได้รับประโยชน์ในการทำสัญญาขายเครื่องยนต์ให้กับบริษัท การบินไทย โดยได้มอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวน”
สำหรับคดีทีแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดซื้อในช่วงปี 2547-2548 พบว่ามีบิ๊กการเมืองฟากรัฐบาลในเวลานั้น คือ พรรคไทยรักไทย เข้าไปมีเอี่ยวในเบื้องต้น
บิ๊กไทยรักไทยในเวลานั้นล้วนเป็นบิ๊กพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ แน่นอนว่าย่อมสร้างความหนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้สอบสวนแค่เรื่องความชอบด้วยกฎหมายในการจัดซื้อเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.สาวในเชิงลึกเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายสินบนด้วย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ เพราะโทษสูงสุดทางอาญาของผู้รับสินบน คือ การประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149
แม้คดีดังกล่าวจะใช้เวลาอีกพอสมควรในการไต่สวนและตัดสิน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย่อมทำให้คนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารของ ป.ป.ช.หนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เหนืออื่นใดมีผลต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยด้วย
ต้องไม่ลืมว่าบรรดาบิ๊กๆ ของพรรคเพื่อไทยล้วนมีคดีเป็นเครื่องประดับกันหลายคน
อย่างในคดีโครงการรับจำนำข้าว ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเวลานี้ อันจะเห็นได้จาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ทยอยเดินทางมาศาลเป็นงานประจำ
ไม่เพียงเท่านี้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องมาศาลฎีกาฯ เป็นเพื่อนกับยิ่งลักษณ์ เพียงแต่เป็นคนละคดีเท่านั้น เพราะคดีของอดีตนายกฯ สมชาย คือ การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หรือในปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังพิจารณาคดีการถอดถอน “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีต รมว.ต่างประเทศ จากกรณีอนุมัติหนังสือ เดินทางให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ
ทั้งนี้ วิเคราะห์กันเฉพาะคดีถอดถอน ถ้าดูจากสถิติที่ผ่านมา หากเป็นคนของพรรคเพื่อไทยเดินเข้าสภาสู้คดีถอดถอน มักจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้เกือบทุกครั้งไป
ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับศึกรอบด้านพอสมควร คดีแต่ละคดีล้วนแทงเข้าไปที่คนสำคัญของพรรคแทบทั้งสิ้น จึงมีผลให้พรรคเพื่อไทยลดวิวาทะกับฝ่ายตรงข้ามลงไปพอสมควร
แม้แต่ละคดีจะยังไม่มีผลตัดสินออกมาเป็นที่สุด แต่ในระหว่างนี้ย่อมเป็นผลต่อการขยับตัวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะลามไปถึงการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย


