ปรองดองติดขัด คสช.ต้องลดบทบาท
กระบวนการสร้างความปรองดองจากที่เริ่มต้นสวยหรูและเห็นแสงสว่าง แต่มาจนถึงเวลานี้กำลังจะล่มไม่เป็นท่าอย่างน่าเสียดาย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระบวนการสร้างความปรองดองจากที่เริ่มต้นสวยหรูและเห็นแสงสว่าง แต่มาจนถึงเวลานี้กำลังจะล่มไม่เป็นท่าอย่างน่าเสียดาย
สาเหตุที่บอกว่าสามารถเริ่มต้นสวยหรูนั้นมาจากการที่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากฝ่ายการเมือง
ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการสร้างความปรองดองครั้งนี้ไม่ได้มีธงที่ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศเป็นหลักเพื่อนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมและนำมาซึ่งความปรองดองอย่างยั่งยืน อันเป็นวิธีการที่ดีว่าจะนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว
เช่นเดียวกับแนวความคิดเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อยุติความขัดแย้ง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเช่นกันในลักษณะที่พร้อมจะเข้าร่วมกระบวนการสร้างสันติภาพแบบไม่ตั้งแง่
ทว่า ณ จุดๆ นี้ การสร้างความปรองดองกำลังจะมีปัญหาแบบคาดไม่ถึง ภายหลังเสียงต่อต้านเริ่มปรากฏออกมาเป็นระยะ เพราะมองว่า คสช.ไม่ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ คสช.ได้กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปแล้ว คสช.จึงไม่ควรเข้ามาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นการนำนายทหารและตำรวจจำนวนไม่น้อยมาอยู่ในโครงสร้างของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลเรือน
ไม่เว้นแม้แต่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โยนหินถามทางด้วยการเสนอโมเดลการปรองดองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เคยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 เพื่อดึงฝั่งตรงข้ามมาร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย
“คสช.ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพผู้ที่มีความเห็นต่างมาตลอด 2 ปีกว่า แล้วจะมาบอกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ ผมมองว่าคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ได้รวมคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจและไม่มีความตั้งใจมาแก้ปัญหา
เพราะการแก้ไขปัญหาคือ คณะกรรมการฯ กลุ่มนี้จะต้องเปิดกว้างให้หลายฝ่ายที่เป็นกลาง และมีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทำข้อเสนอ” ความเห็นจาก จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย
ถ้าจะบอกว่าเส้นกราฟของการสร้างความปรองดองเริ่มดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย ภายหลังเสียงท้วงติงและคัดค้านเริ่มดังอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่ช่วงแรกเสียงตอบรับกลับมีอย่างล้นหลาม
แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้กระแสตอบรับเริ่มไม่ค่อยดี ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของคณะกรรมการปรองดอง โดยเฉพาะการนำทหารมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้
ความเสียหายแรกที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ทหารนำปรองดองสะท้อนให้เห็นเบื้องต้นแล้ว คือ ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการปรองดอง
หากการปรองดองมีทิศทางที่ดีจริง การตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองควรเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่มีเพียงแต่หัวโดยขาดทีมงานที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้
ก่อนหน้านี้ คสช.มีการพยายามทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปฏิรูปและการปรองดองเข้ามาร่วมขบวนด้วย ซึ่งปรากฏชื่อของ “นพ.ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส และ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ
หรือแม้แต่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังคงสงวนท่าทีกับการพยายามทาบทามของ คสช.อยู่
เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามคนสงวนท่าทีกับแนวทางการสร้างความปรองดองของ คสช. ทำให้โอกาสที่จะดึงผู้ทรงคุณวุฒิคนอื่นๆ มาร่วมงานด้วยมีความเป็นไปได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าในเมืองไทยมีนักวิชาการที่สามารถทำเรื่องการปรองดองได้อย่างถึงแก่นจริงๆ มีเพียงอยู่ไม่กี่คน
เหนืออื่นใด เมื่อทหารเป็นฝ่ายนั่งหัวโต๊ะเพื่อสร้างความปรองดอง ย่อมไม่มีทางที่ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้จะเข้ามาร่วมงานด้วย เพราะแน่นอนว่าตัวเองไม่ต้องการถูกครหาว่าเป็นคนทำงานใต้ทหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้ให้ความสำคัญ เนื่องจากหมายถึงศักดิ์ศรีในทางวิชาการ
ดังนั้น ปัญหาการสร้างความปรองดองไม่ได้อยู่ที่การไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายการเมือง แต่อยู่ที่ความจริงใจของ คสช.เองมากกว่า
เวลานี้มีการพยายามเสนอแนวทางการทำงานด้วยการให้ คสช.ถอยฉากออกมา แต่ไม่ได้มีบทบาทของ คสช.อย่างสิ้นเชิง
กล่าวคือ ให้ คสช.ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนในเรื่องอำนาจและงบประมาณเท่านั้น และเมื่อคณะกรรมการที่มีพลเรือนเป็นฝ่ายนำมีข้อเสนออย่างหนึ่งอย่างใด คสช.จะมีหน้าที่จ่ายงานต่อให้กับแม่น้ำ 5 สายเพื่อไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม
เรียกได้ว่า คสช.มีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ทั้งหมดเพื่อภาพของการปรองดองออกมาในลักษณะที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะยอมรับกับการลดบทบาทและลดศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยยอมมาเป็นผู้ตามบ้างหรือไม่เท่านั้น เพื่อแลกกับการให้ความปรองดองเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่วิมานในอากาศเหมือนอดีตที่ผ่านมา


