posttoday

ทหารคุมปรองดอง โอกาสสำเร็จยาก!!!

23 มกราคม 2560

การสร้างความปรองดองควรจะดำเนินการด้วยองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง​ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง​ “ปรองดอง”​ เริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ปยป.

หากพิจารณาขอบเขตและกรอบแนวทางการทำงานของ ปยป. ที่จะมีคณะกรรมการย่อยขึ้นมาทำงานแต่ละด้านนั้น จะเห็นว่าคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ถูกจับตามากที่สุด

เมื่อภารกิจสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ​ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นเรื่องหลักที่จะเข้ามาสะสางเป็นเรื่องแรกๆ หลังรัฐประหารเพื่อพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน​ ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีความพยายามที่จะสลายความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล​

สำหรับรอบนี้ ที่ว่ากันว่าดูจะเอาจริงเอาจังกว่าทุกครั้ง แต่เมื่อ​ส่องดูรายชื่อคณะทำงานของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 19 คน ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหารจากหน่วยงานต่างๆ

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการดึงบุคลากรจากกองทัพมาเป็นกำลังสำคัญในกลไก​สลายความขัดแย้งนั้น อาจสร้างปัญหาและทำให้การสร้างความปรองดองสำเร็จอย่างที่ตั้งใจได้ยาก

​ด้านหนึ่งอาจมองว่าเป็นการดีที่ดึงนายทหารระดับสูงมานั่งในกรรมการชุดนี้ อาทิ ​พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. พร้อมดึงเอาหน่วยงานสำคัญทั้งสำนักนโยบายและแผนกลาโหม​ ศูนย์ปรองดอง คสช. (ผอ.ศปป.) ​มาเป็นทีมงานนั้น

ย่อมสะท้อนความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถใช้กรอบอำนาจและเครือข่ายในกองทัพช่วยเคลียร์ข้อติดขัดอุปสรรคด้านต่างๆ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

แต่อีกด้านการส่งทหารมาควบคุมกลไกปรองดอง กลับถูกมองว่าจะยิ่งทำให้เส้นทางสมานฉันท์ยากจะสำเร็จได้จริง

ประการแรก เพราะเรื่องปรองดองไม่ใช่เรื่องถนัดของทหาร ที่ถูกฝึกมาภายใต้กรอบการใช้กำลัง ทำตามคำสั่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้กลไกอำนาจพิเศษในมือเพื่อช่วยสะสางอุปสรรคปัญหา โดยใช้หลักการเรื่องความมั่นคงเข้ามาเป็นตัวตั้งในการจัดการ

แต่การสร้างความปรองดองที่จะได้ผลสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหา ด้วยการเปิดกว้างรับฟังความคิดความเห็นของทุกฝ่าย จากนั้นจึงนำมาหาข้อสรุปและแนวทางการแก้ปัญหาที่เห็นพ้องต้องกัน

ที่สำคัญต้องไม่ใช่การกระทำที่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่จะต้องทำจริงจังจนเกิดการยอมรับการแก้ปัญหาถึงจะถูกจุดและยั่งยืน

บทบาทของกองทัพที่ผ่านมาจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่การใช้อำนาจเข้าไปสะกดการเคลื่อนไหวไม่ให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนขยายความขัดแย้ง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา

หากจำได้หลังรัฐประหารศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ ก็พยายามทำเรื่องเหล่านี้แต่ไม่มีความคืบหน้า

รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือ การเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้จริง

คู่ขัดแย้งยังมองว่า ศปป.ดูจะเป็นเพียงแค่กลไกสกัดการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงสร้างความปั่นป่วน ใครหรือกลุ่มไหนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะไปกระทบความมั่นคงย่อมต้องถูกเรียกตัวมาปรับทัศนคติ

​ประการต่อมา ด้วยสถานะของ คสช.​และกองทัพ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งด้วยแล้ว การจะให้มารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ปัญหาอาจไม่ค่อยเหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเท่าที่ควร

ยิ่งฝั่งขั้วอำนาจเก่าที่ถูก คสช.รัฐประหารยึดอำนาจด้วยแล้ว การจะบอกว่าเป็นคนกลางที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมายังถูกดักคอว่าเป็นการกลั่นแกล้ง จนเห็นการออกมาโวยวายว่าถูกตัดแขนตัดขาตีกรอบจนขยับได้ยาก

ล่าสุดยังเห็นการเรียกร้องดึงให้ฝั่ง “กองทัพ” เข้ามาร่วมเซ็นเอ็มโอยูหรือสัจจะสัญญาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เพียงเฉพาะคนจากฝั่งการเมืองเท่านั้น แต่สุดท้ายทางกองทัพก็ปฏิเสธที่จะร่วมลงนามด้วย 

ดังนั้น ด้วยสถานะที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยแล้วจะให้มารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ สุดท้ายผลที่ออกมาก็ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับในที่สุด

ที่สำคัญคือการสร้างความปรองดองควรจะดำเนินการด้วยองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง​ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ควรจะให้เป็นหน้าที่ของกลไกของกองทัพ

บทบาทของ คสช. ควรจะเป็นเพียงแค่รับข้อเสนอแนวทางปฏิบัติมาทำให้เกิดขึ้นจริง โดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ สะสางปัญหา เคลียร์อุปสรรคเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้

แค่เริ่มออกตัวก็เห็นแนวคิดของทาง คสช. ที่ดูจะไม่แตกต่างจากรูปแบบการสร้างความปรองดองที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคงยากที่จะตั้งความหวังกับการปรองดองรอบนี้

ข่าวล่าสุด

จีนกวาดล้างคอร์รัปชัน ปราบข้าราชการระดับสูง 69 รายเซ่นปมทุจริต