"บิ๊กตู่"ลุยปรองดอง ภารกิจหินส่งท้าย
คสช.จึงหวังใช้โครงสร้างการทำงานโฉมใหม่ผลิตงานออกมา เพื่อไม่ให้มีข้อกล่าวหาว่าการรัฐประหาร“เสียของ”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปี 2560 นอกจากจะเป็นปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศแล้วนั้นยังเป็นปีที่จะเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับ การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ด้วย
“2560 ถือเป็นปีแห่งการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ชาติ และเตรียมการปฏิรูป ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีการร่างไว้ในระยะแรกเพื่อให้ได้เค้าโครง โดยหลังจากนี้รัฐบาลต้องสร้างการรับรู้และกระบวนการมีส่วนร่วม ในยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นกรอบใหญ่ และมีเรื่องการปฏิรูปเป็นกรอบย่อย 138 กิจกรรม 37 วาระ ซึ่งหลายอย่างทำไปแล้วก็จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเรื่องปรองดอง” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา
การปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เป็นสองภารกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าจะมีผลงานออกมาเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการสร้างความปรองดอง ถึงขั้นที่เคยประกาศเชิงขู่หลายครั้งว่าหากยังไม่มีความปรองดองก็ไม่อาจปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้
“เอาอย่างนี้ไหมจะได้พูดกันให้รู้เรื่องเสียที อยู่ที่พวกท่านนั่นแหละ ถ้าไม่เลิกกันก็อยู่กันอย่างนี้ ปิดประเทศก็ปิดกันไป แล้วถ้าเอาประชาชนมาเมื่อไหร่พวกแกนนำและคนพูดมากๆ จะโดนก่อน ผมมีอำนาจของผมอยู่” คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2558 ระหว่างการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่รัฐสภา
ที่ผ่านมาทั้ง คสช.และแม่น้ำ 5 สาย เคยขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองในเชิงรุกให้เห็น 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 จัดตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” (ศปป.) เป็นการดำเนินการในส่วนของกองทัพและที่ผ่านมาได้เคยเชิญแกนนำของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาหารือทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ รวมทั้งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าสำหรับการประสานงานกับแกนนำมวลชนกลุ่มอื่นๆ ในเวลาที่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. แต่มาในระยะหลังค่อนข้างมีบทบาทน้อยลง
ครั้งที่ 2 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง” โดยให้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้นับว่าถูกจับตามองอย่างยิ่ง เพราะได้เดินสายพูดคุยกับแกนนำพรรคการเมืองทั้งที่อยู่ในและนอกเรือนจำและฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้รายงานข้อเสนอออกมาหนึ่งฉบับและส่งไปให้กับรัฐบาลดำเนิน
หนึ่งในข้อเสนอ คือ การนิรโทษกรรมในคดีเกี่ยวกับการเมือง แต่จะไม่รวมถึงคดีทุจริตและความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ครั้งที่ 3 เป็นการดำเนินการโดย “คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ที่มี เสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน
ล่าสุด คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้มีข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่กระทำความผิดในบางคดี ยกเว้นคดีทุจริตและประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
อย่างไรก็ตาม มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพยายามเข้ามาขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองเช่นกัน
ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องการสร้างความปรองดองพอสมควร ทั้งที่มีข้อเสนอเข้ามาจำนวนมากก็ตาม กระทั่งล่าสุดได้ประกาศว่าจะเดินหน้าเอาจริงกับการสร้างความปรองดอง
โครงสร้างของการทำงานด้านการปรองดองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ออกแบบให้นำมาเป็นภารกิจร่วมกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ จากเดิมที่ภารกิจด้านการสร้างความปรองดองถูกแยกเป็นเอกเทศออกมา ดังจะเห็นได้จากกรณีของการตั้งศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง
การนำเรื่อง “ปรองดอง-ยุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูปประเทศ” มามัดรวมกัน เป็นการปรับรูปแบบการทำงานของ คสช.เพื่อหวังผลในระยะยาว
ที่ผ่านมา คสช.ถูกกดดันมาเป็นระยะว่า ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ส่วนประเด็นการทำยุทธศาสตร์ชาติถูกโจมตีว่า เป็นการสร้างมรดกทางการเมืองที่ต้องการบีบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต
อีกทั้งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการอยู่ในอำนาจของ คสช.ด้วย จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรม
อย่างน้อยที่สุดเพื่อลดแรงกดดันที่มาจากฝ่ายการเมือง เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการขยายโรดแมปและเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ส่งผลให้ คสช.เสียรังวัดไปพอสมควร จนถึงขั้นที่มีการกล่าวหาว่า แม่น้ำ 5 สาย กำลังเล่นเกมการเมืองเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้มีการเลือกตั้ง
ด้วยสถานการณ์ที่มีแรงกดดันและประจวบเหมาะกับจังหวะที่ คสช.เดินทางมาถึงช่วงปลายของการบริหารประเทศ คสช.จึงหวังใช้โครงสร้างการทำงานโฉมใหม่ผลิตงานออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมและไม่ให้มีข้อกล่าวหาว่าการรัฐประหารที่ผ่านมานั้น “เสียของ”


