ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.
สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และรองหัวหน้าคสช.กับการยืนกรานไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลานี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการยืนกรานไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลานี้
“เอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาจะอนุญาตเอง เพราะอีกตั้งปีกว่า จึงจะมีการเลือกตั้ง แล้วจะทำกิจกรรมกันตอนนี้เลยหรือ ...ไม่ทันก็ไม่ต้องเข้า ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้จะให้ทำอย่างไร เพราะ
วันนี้ก็เปิดพื้นที่มากอยู่แล้ว จะเอาอะไรกันอีก เอาไว้ก่อน”
ตอกย้ำความกังวลของ คสช. ที่ห่วงว่าหากเปิดให้คนการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระ อาจสุ่มเสี่ยงให้เกิดแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพ คสช. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
ทั้งที่คนการเมืองเริ่มเปิดหน้า พร้อมใจกันตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็ก ไล่มาตั้งแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาทวงสัญญา คสช. ที่เคยระบุว่าจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าและทำให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรเปิดพื้นที่ทางเมือง
“ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาให้เกิดสิทธิและเสรีภาพของนักการเมือง ประชาชนสื่อสารกันไม่ได้มากนัก ไม่ได้เดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตย การจะให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คำพูดแต่ต้องมีกฎหมาย และองค์ประกอบให้เกิดภาพสมานฉันท์ โดยเฉพาะ คสช.ต้องทำให้ชาติเดินไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมประเทศไทยติดหล่มเป็นเวลานาน”
แม้ท่าทีจากทางฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเคยออกมาให้ความเห็นว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ พรรคการเมืองก็จะสามารถทำกิจกรรมได้ทันทีเอง
แต่ทาง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เองก็ได้แต่โยนให้เป็นเรื่องของ รัฐบาลและ คสช.ที่จะพิจารณาผ่อนคลายให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่ใช่บทบาทของ กรธ.
ไม่ต่างจากทางฝั่งประชาธิปัตย์ที่เห็นด้วยกับการอะลุ้มอล่วยเปิดให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้เพื่อเตรียมความพร้อม
รวมทั้งความเป็นห่วงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นว่า หากการประกาศบังคับใช้กฎหมายลูกเกิดขึ้นในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งเกินไปก็จะทำให้พรรคการเมืองปรับตัวไม่ทัน
ทว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้กลับไม่อาจมีพลังที่จะเปลี่ยนใจให้ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว หรือดำเนินกิจกรรมได้
ทั้งที่เสียงเรียกร้องเหล่านี้มีให้ได้ยินตลอดตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ทาง คสช.เองก็ยังไม่ประมาท ยอมปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อิสระ และเคยคาดการณ์กันว่า คสช.คงจะเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ในช่วงก่อนประชามติ รวมทั้งช่วงหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้
แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้นแถมยังไม่มีวี่แววความชัดเจนว่าจะเปิดให้พรรคการเมืองได้ขยับทำกิจกรรมได้เมื่อไหร่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจนถึงมีกฎกติกาเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ในหลายเรื่องจนจำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต
สาเหตุสำคัญอยู่ที่ทาง คสช.ยังห่วงว่าหากเปิดให้พรรคการเมืองขยับได้เวลานี้อาจบานปลายไปสู่ความวุ่นวายจนควบคุมไม่อยู่
หากจำได้ ที่ผ่านมาช่วงหนึ่งที่มีแนวคิดจะปลดล็อก และชิมลางโดยปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาขยับมีอิสระในการวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแนวนโยบายของ คสช. ถึงขั้นบางกลุ่มใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจัดรายการที่มีเนื้อหารุนแรงฉุดความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปไม่น้อย
จนนำไปสู่การกระชับอำนาจเรียกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไปปรับทัศนคติและควบคุมช่องทางการสื่อสารมากขึ้น จนบรรยากาศที่เคยจะเปิดให้แสดงความคิดความเห็นได้กลับมาสู่ความอึมครึมเหมือนเดิม
ถึงจะถูกต่อว่าต่อขานและมีแรงกดดันจากต่างประเทศหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทาง คสช.ชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าแรงกดดันจากภายนอกอาจไม่รุนแรงเท่าที่จะเกิดจากภายในซึ่งมีแนวโน้ม
ที่จะลุกลามขยายตัวได้ง่าย
บทเรียนในอดีตสะท้อนพลังของการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ย่อมไม่อาจทำให้ คสช. ย่อมเสี่ยงในรอบนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ในช่วงที่กำลังจะผลักดันกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่มีหลายประเด็นที่เต็มไปด้วยความเห็นขัดแย้ง
ในมุมของ คสช. การเปิดให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป นอกจากจะส่งผลต่อการยอมรับในกฎหมายลูกแล้วอีกด้านยังอาจสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของ คสช. และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.ไม่อาจปลดล็อกกฎเหล็กปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้


