บิ๊กตู่ตรวจการบ้าน เร่งผลงานโค้งสุดท้าย
นับจากนี้ยังมีอีกหลายกระทรวงที่ พล.อ.ประยุทธ์ วางแผนจะไปตรวจเยี่ยมเพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายที่วางแผนไว้จะไม่มีเหตุให้สะดุดลงกลางคัน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเดินสายตรวจการบ้านรายกระทรวงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงเวลานี้ ถือเป็นอีกหนึ่งในสัญญาณเร่งสร้างผลงานช่วงปลายโรดแมป
ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจาก “การบ้าน” ที่ ครม.เคยมอบหมายให้แต่ละกระทรวงไปดำเนินการ ผ่านมาระยะหนึ่งหลายเรื่องยังไม่คืบหน้า หลายเรื่องยังติดขัด ทำให้ทุกอย่างไม่สำเร็จตามที่วางแผนไว้
ความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้งเมื่อเกิดการติดขัดที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งย่อมส่งผลกระทบไปถึงกระทรวงอื่นๆ และทำให้ภาพรวมเสียหายไปทั้งระบบ
หากเป็นเช่นนั้นสุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. ซ้ำเติมสภาพปัญหาที่รุมเร้า คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมือง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงระเบิดเวลาลูกใหญ่อย่างปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่รอวันปะทุ
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวว่าการตรวจเยี่ยมรายกระทรวงช่วงนี้ ไม่ใช่การไล่จับผิด แต่การลงไปติดตามปัญหาด้วยตัวเองเช่นนี้ย่อมทำให้กลไกทุกภาคส่วนต้องขยับกันจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม และหากพบปัญหาก็สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือช่วยสะสางได้
ประเดิมที่ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 4 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปกระทรวงคมนาคม โดยเป้าใหญ่อยู่ที่การขันนอตเร่งปฏิรูปและจัดทำยุทธศาสตร์คมนาคม ระยะ 20 ปี ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง (พ.ศ. 2559-2564) รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2560
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือโครงการที่ยังไม่สามารถผ่านผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่พบว่า ไม่ต่ำกว่า 20 โครงการ รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนที่ยังติดขัดแต่ได้ขีดเส้นต้องเห็นผลในปี 2560
ต่อเนื่องที่ กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 9 พ.ย. ที่เจ้าหน้าที่ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานทั้ง 12 ด้านแล้ว พร้อมรับฟังนโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เร่งรัดเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป รวมทั้งผลักดันให้จัดตั้ง “ประชาคม” โดยย้ำว่า รัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนที่มีรายได้น้อย
อีกหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือเรื่องการทุจริต การแต่งตั้งโยกย้าย และการบริหารในท้องถิ่น สอดรับกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า ปัญหาการทุจริตในบางพื้นที่นั้น หากพบการทุจริตก็ต้องดำเนินการทันที
ต่อมาวันที่ 10 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกราว 100 คน หัวข้อ “การทูตไทย มองไกล ก้าวทันโลก” พร้อม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมด้วย โดยเป็นการวางแนวทางการทำงานด้านการต่างประเทศ ทั้งความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการส่งเสริมบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ภายในงานยังได้วางแนวเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกับประชาคมโลก และทุกประเทศด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทำให้เขายอมรับในความเป็นไทยให้ได้
รุ่งขึ้นวันที่ 11 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไป กระทรวงการคลัง โดยชี้แจงว่าสิ่งที่ดีสุดในการจัดสรรงบประมาณทางด้านฟังก์ชั่น จะต้องลดลง ทั้งเรื่องของค่าตอบแทน เงินเดือนต่างๆ รวมทั้งงบการก่อสร้างเล็กน้อยที่อยู่ในแผนการ เป็นงานตามภารกิจหน้าที่ อีกทั้งงบประมาณที่เชื่อมโยงกันหลายกระทรวง ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการที่ดิน พลังงาน ทุกกระทรวงจะต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น
พร้อมกำชับความสำคัญกับการใช้งบที่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย และขั้นตอน ต้องไม่มีการทาบทับ ไม่มีการใช้อำนาจในทางบริหาร ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่าง ซึ่งจะได้ควบคุมง่าย พร้อมขีดเส้นไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น
ล่าสุดวันที่ 16 พ.ย. ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำอีกครั้งว่ากระทรวงนี้ถือเป็นกระทรวงที่อยู่กับเกษตรกรจริงๆ ดูแลผู้มีรายได้น้อย และประเทศไทยก็เป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่
ความสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ที่ต้องขับเคลื่อนความมั่นคงด้านอาหารและการเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ในลักษณะสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ยังไม่รวมกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องพืชผลการเกษตรที่ต้องเร่งแก้ไข
การเดินสายตรวจการบ้านรายกระทรวงยังไม่จบเพียงเท่านี้ นับจากนี้ยังมีอีกหลายกระทรวงที่ พล.อ.ประยุทธ์ วางแผนจะไปตรวจเยี่ยมเพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายที่วางแผนไว้จะไม่มีเหตุให้สะดุดลงกลางคัน


