พรรคการเมืองเริ่มเงียบ แต่งตัวพร้อมรอเลือกตั้งใหญ่
ท่าทีที่เงียบผิดปกติของสองพรรคการเมืองใหญ่ ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นการเตรียมตัวเพื่อไปสู่การเลือกตั้งในปี60
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หากจะบอกว่าเวลานี้ถนนการเมืองสายไหนกำลังถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้น “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ กรธ. ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ
ย้ำกันอีกทีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 6.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 7.การตรวจเงินแผ่นดิน 8.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 9.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
แน่นอนว่าสปอตไลต์ย่อมส่องไปที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพราะถ้ากฎหมายกลุ่มนี้จัดทำเสร็จและมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันทันที เป็นอันสิ้นสุดการครองอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สำหรับความคืบหน้าของการจัดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นนับว่าเดินหน้าได้ดั่งใจตามที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.และคณะ ตั้งเป้าเอาไว้
อย่างร่างกฎหมายพรรคการเมือง มีการกำหนดให้การทำนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จะต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ
ข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ 1.ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย 2.ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย 3.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 4.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ กกต.สั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบาย
ส่วนร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. พบว่าได้เพิ่มอำนาจให้กับ กกต. โดยหาก กกต.พบเห็นการกระทำผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง
ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้สุจริตเที่ยงธรรม หรือนับคะแนนไม่ถูกต้อง กกต.มีอำนาจสั่งให้เลือกตั้งหรือนับคะแนนใหม่ หรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้สมัครกระทำหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่ง กกต.ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด
นอกเหนือไปจากกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีความคืบหน้าแล้ว ปรากฏว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตก็มีความคืบหน้าไม่แพ้กัน กล่าวคือเวลานี้มีการเสนอแนวคิดว่าจะเพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับกรณีที่มีผู้กระทำความผิดด้วยการซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบและไปแสวงหาประโยชน์ในทางทุจริต
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า ฝ่ายการเมืองถูกคุมเข้มทางกฎหมายพอสมควร ตั้งแต่ระดับของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายลำดับรอง แต่มีประเด็นให้สงสัยว่า ทำไมพรรคการเมืองในฐานะที่เป็นฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ว่านี้กลับไม่ค่อยส่งเสียงออกมาเท่าไหร่
มองไปที่พรรคเพื่อไทย ระยะหลังมานี้ก็ให้ความสนใจกับการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือในประเด็นการถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง พร้อมกับตอบโต้รัฐบาลด้วยการเดินสายซื้อข้าวจากชาวนาและมาขายให้คนในเมืองในช่วงที่ราคาตกต่ำ
ไม่ต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเงียบผิดปกติ มีเพียงการให้สัมภาษณ์และแสดงท่าทีกับสื่อมวลชนในเรื่องทั่วๆ ไปมากกว่าที่จะเน้นเรื่องการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.
ท่าทีที่เงียบผิดปกติของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นการเตรียมตัวเพื่อไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะฝ่ายการเมือง มองว่า การท้วงติงหรือสร้างแรงกดดันไปยัง กรธ.เป็นเรื่องยากที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก กรธ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จพอสมควรในการจัดทำกฎหมายลูก โดยที่แม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติยังมีอำนาจแก้ไขกฎหมายที่ กรธ.เสนอได้ไม่มากนัก
ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองอาจเล็งเห็นว่า หากออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงกดดันแม่น้ำ 5 สาย ย่อมมีผลให้ถูกมองได้ว่าฝ่ายการเมืองพยายามสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นอีก ถ้าฝ่ายการเมืองถูกมองในแง่ลบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการอุ้ม คสช.มากขึ้นเท่านั้น
ฝ่ายการเมืองจึงมองว่า ทางที่ดีที่สุด คือ การเก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อรอเวลาสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งเป็นวิธีการเดียวที่ทำให้ คสช.พ้นจากตำแหน่งเร็วที่สุดและพรรคการเมืองกลับมามีอำนาจได้อีกครั้ง


