ชงขึ้นเงินเดือน เกมเอาใจนักการเมือง
การเมืองไทยเวลานี้ค่อนข้างเงียบพอสมควร เพราะทุกฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองไทยเวลานี้ค่อนข้างเงียบพอสมควร เพราะทุกฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ จากนั้นการเมืองถึงจะกลับมามีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญให้ติดตามกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเมืองไทยจะไร้ความเคลื่อนไหวเสียทีเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอแนวคิดเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ
สมพงษ์ สระกวี ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สปท. ระบุว่า “คณะอนุกรรมาธิการเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนแก่นายกฯ รัฐมนตรี สส. และ สว. โดยเทียบเคียงกับโครงสร้างเงินเดือนของผู้บริหารองค์การมหาชนที่ได้รับเงินเดือน 2-3 แสนบาท เพื่อให้เกิดความเหมาะสม จากเดิมที่เงินเดือนของ สส.คงที่มาหลายปี โดยได้รับเงินเดือน 1 แสนกว่าบาท”
เรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการนั้นส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะมีการดำเนินการพิจารณาและปรับขึ้นให้กันมาตลอดด้วยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินการคลังของรัฐ ณ เวลานั้น
แต่มาในระยะหลัง การขึ้นเงินเดือนดังกล่าวมักจะได้รับคำท้วงติงมากกว่าเสียงเชียร์ โดยเฉพาะกับการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะที่ผ่านมานักการเมืองโดนวิจารณ์ค่อนข้างหนักเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานว่าไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้การขึ้นเงินเดือนของนักการเมืองในระยะหลังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ทั้งที่ถ้าจะว่ากันตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพแล้วก็สมควรที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนเหมือนกัน ซึ่งแม้แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังออกมาสนับสนุนให้ขึ้นเงินเดือน
“ยอมรับว่าเงินเดือนของผู้บริหารประเทศไทย ถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้ข้าราชการประจำ หรือข้าราชการตุลาการไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้ ผมคิดว่าจริงอยู่ว่าเราไม่ได้ร่ำรวย แต่เศรษฐกิจก็ดีขึ้นพอที่จะจ่ายเงินให้สมน้ำสมเนื้อและจะลงโทษคนขี้โกงรุนแรงอย่างไรก็ว่าไป อย่างน้อยคนที่ตั้งใจทำงานและไม่คิดคดโกงเขาจะได้อยู่ได้ และเป็นการรักษาคนดีเอาไว้ ถ้าจะขึ้นก็อย่าขึ้นให้กับตัวเองแต่ขึ้นไว้สำหรับรัฐบาลต่อไป” มีชัย แสดงความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม หากมองอีกด้านหนึ่งการเสนอแนวคิดในการขึ้นเงินเดือนที่มาจาก สปท.นับว่ามีนัยการเมืองแฝงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
นับตั้งแต่ประเทศไทยมีแม่น้ำ 5 สาย ประกอบด้วย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรธ. และ สปท. จะเห็นได้ว่าแม่น้ำ 4 สายเป็นฝ่ายเดินหน้าหักกับฝ่ายการเมืองมากที่สุด
กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญคุมเข้มนักการเมืองตั้งแต่หัวจรดเท้า คสช.และ ครม.ใช้กลไกทางกฎหมายเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการเรียกค่าเสียหายแพ่งในโครงการรับจำนำข้าว ส่วน สนช.ก็เพิ่งถอดถอนนักการเมืองจากค่ายเพื่อไทยไปหลายคน และ เตรียมแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเสนอมาจาก กรธ.ให้นักการเมืองขยับตัวยากที่สุดเท่าที่จะยากได้
ทั้งนี้ มีเพียง สปท.เท่านั้นที่ไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่ากับฝ่ายการเมืองเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับแม่น้ำ 4 สาย
ดังนั้น หากจะมองว่าการเสนอแนวคิดขึ้นเงินเดือนให้กับนักการเมืองนั้น สปท.เองก็หวังผลให้เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการลดความขัดแย้งไม่มากก็น้อย
มองในเชิงโครงสร้างและภูมิหลังของนักการเมืองไทยแต่ละคนมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยต้องยอมรับมีทั้งนักการเมืองที่ฐานะปานกลางและฐานะร่ำรวย ซึ่งแตกต่างไปตามพื้นฐานของครอบครัวแต่ละคน
ในเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำหรับนักการเมืองที่พอมีฐานะก็คงไม่ได้สนใจอัตราเงินเดือนเท่าไหร่นัก เพราะคิดเพียงแค่ให้ได้เข้าสู่อำนาจก็พอ แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่มีฐานะต่ำลงมาย่อมต้องยินดีที่ตัวเองจะได้รับเงินเดือนมากขึ้น เนื่องจากจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีสังคมที่ตามปกติประเพณีของนักการเมืองไทยต้องเสียให้กับประชาชนในพื้นที่
ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการฯ จึงพยายามเสนอมาตรการบางประการที่เป็นคุณกับฝ่ายการเมืองบ้าง ไม่ใช่เสนอแต่การปฏิรูปการเมืองในรูปแบบเดินหน้าฆ่ามันเพียงอย่างเดียว ซึ่ง สปท.เองเข้าใจถึงหัวอกตรงนี้ เพราะใน สปท.มีนักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอยู่พอสมควรเช่นกัน
ที่สุดแล้ว ถึงแม้ล่าสุดคณะกรรมาธิการฯ จะต้องพับข้อเสนอดังกล่าวเก็บเข้าลิ้นชักชั่วคราว แต่อย่างน้อยได้สร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางกระแสแห่งความขัดแย้งที่กำลังนับถอยหลังสู่วันระเบิดในอนาคตอันใกล้นี้


