'ยิ่งลักษณ์' ออกตัวแรง แทงทะลุใจดำคสช.
เวลานี้ไม่มีอะไรน่าจับตามองมาก ไปกว่าการทำงานของรัฐบาลใน การแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เวลานี้ไม่มีอะไรน่าจับตามองมาก ไปกว่าการทำงานของรัฐบาลใน การแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา
"หลักการสำคัญคือการดำเนินการจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ไม่ให้กลไกในตลาดเสียหาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ข้าวชนิดอื่นก็เตรียมมาตรการรองรับด้วยเช่นกัน หากราคามีปัญหา แต่ตอนนี้ยังไม่พูดถึง
"รัฐบาลมุ่งจะแก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร ย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทาง ปรับเรื่องการใช้น้ำ การปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสม ลดพื้นที่การปลูก ลดต้นทุนการผลิต แต่ปัญหาคือประชาชนและสังคมสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหา ปลายทาง จนลืมไปว่ารัฐบาลทำที่ต้นทางมีอะไรบ้าง ซึ่งถ้าทุกคนสนใจแต่ปลายทางจะแก้ปัญหาไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้ คสช.และรัฐบาลเสียรังวัดกับเรื่องดังกล่าวอยู่พอสมควร ด้วยเหตุที่มีการใช้คำพูดที่กระทบความรู้สึกที่ละเอียด อย่างการให้ไปขายปุ๋ย จึงเป็นน้ำเซาะทรายบั่นทอนรัฐบาลอย่างไม่หลีกเลี่ยงได้
ดังนั้น การเดินหน้าประกาศแผนปฏิรูปการขายข้าวที่ออกมาครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญของรัฐบาลและ คสช. โดยเฉพาะการเป็นเครื่องชี้วัดว่าผู้นำ คสช.จะดีพอกับการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ หลังจากการเลือกตั้งในปี 2560 ตามช่องทางพิเศษที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติวางเอาไว้ได้หรือไม่
ขณะเดียวกันความสั่นคลอนที่ คสช.และรัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่การ์ดตกจนเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามยิงหมัดชุดทำแต้มชุดใหญ่ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ " ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี
ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่รัฐบาล ดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจาก อดีตนายกฯ เป็นจำนวน 35,717,273,028 บาท ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์เลิกเล่นบท หน่อมแน้มเหมือนที่ผ่านมา แต่เปิดหน้าแลกกับรัฐบาลแบบหมัดต่อหมัด
กรณีที่เห็นเด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำในเวลานี้ โดยยิ่งลักษณ์ลงพื้นที่พบชาวนาที่ จ.สุรินทร์ และอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับให้สัมภาษณ์ประหนึ่งชกปลายคาง พล.อ.ประยุทธ์
"จากการติดตามข่าวก็เห็นพี่น้องประชาชนและพี่น้องชาวนาเดือดร้อน โดยเฉพาะช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ก็รู้สึกว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เราเลยอยากจะมาเยี่ยมเยือนให้กำลังใจ แล้วก็ทำในศักยภาพที่วันนี้เราไม่ได้เป็นรัฐบาล
แต่เราก็ส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวนาเราทุกคน ซึ่งทุกคนหนักใจกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อยากให้คนไทยช่วยกัน เราก็แสดงน้ำใจด้วยการอุดหนุนสินค้าของพี่น้องชาวนาด้วยการซื้อข้าว" หมัดตรงจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์
จากนั้นก็ตามมาด้วยการจัดงานขายข้าวที่เพิ่งรับซื้อจากชาวนาเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยสามารถจำหน่ายข้าวจำนวน 10 ตัน หมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ากระแสนิยมในตัว ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตกลงแต่อย่างใด ซึ่งอีกด้านย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจของ คสช.อย่างแน่นอน เนื่องจากถูกตบหน้าอย่างรุนแรง
ครั้น คสช.ตอบโต้กลับไปก็ทำได้ไม่เต็มตัวมากนัก เนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นการช่วยเหลือชาวนา
"ไม่ขอมองว่ามีเจตนาทางการเมืองหรือไม่ นักการเมืองหากจะทำการอะไร ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีเจตนาตั้งใจหรือว่าเพื่อสร้างภาพ หากมีความตั้งใจดีก็ถือว่าเป็นกุศลแก่สังคม แต่หากมีเจตนาเป็นอย่างอื่นก็ถือเป็นความเศร้าสลด" พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงจังหวะก้าวทางการเมืองที่ยิ่งลักษณ์กำลังออกตัวในเวลานี้ คำตอบ คือ การหว่านล้อมให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเพื่อระงับความเสียหาย
คดีที่ยิ่งลักษณ์ต้องออกแรงต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนี้ มีข้อกล่าวหาที่สำคัญ คือการไม่ระงับยับยั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในการดำเนินนโยบายจำนำข้าว
การเดินเกมของยิ่งลักษณ์ในเวลานี้ ย่อมมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีความเสียหายเช่นกัน จนทำให้ชาวนาเกือบทั้งหมดต้องออกมาขายข้าวด้วยตัวเอง เพราะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นการตอกย้ำด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกตรวจสอบจากองค์กรอิสระแต่ฝ่ายเดียว หลังจากไม่มีสัญญาณจากองค์กรอิสระที่จะเข้ามาตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการแทงใจดำ คสช.
แต่เหนืออื่นใดการเดินหน้าเต็มตัวของยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ ย่อมหวังไปถึงการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ ที่กำลังงวดเข้ามาทุกที เหลือเพียงการไต่สวนอีกไม่กี่ปากก็น่าจะมีคำพิพากษาชี้ชะตาออกมาได้ภายในปี 2560 ซึ่งคดีนี้อย่างที่ทราบกันดีว่ามีเดิมพันสูงกว่าสมัยที่พี่ชายตัวเองเคยเผชิญมา
การสร้างแนวร่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญไม่แพ้กับการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ


