โรดแมปนิ่ง นักการเมืองขยับตั้งพรรค
ช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นการขยับของบรรดาคนการเมือง ที่ออกมาจับกลุ่ม รวมตัวฟอร์มทีมเตรียมพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัญญาณชัดเจนจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันว่า โรดแมปสู่การเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่มีการขยับหรือมีอันต้องเลื่อนออกไปแต่อย่างไร
แม้ระหว่างนี้จะยังไม่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็เริ่มต้นเดินหน้าไปพอสมควร
ดังนั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วก็อาจจะมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับเสร็จไปแล้ว สามารถนำเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ได้เลย
“ที่มาบอกว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญช้าแล้วทุกอย่างจะเดินช้าไม่จริง เพราะมันเริ่มเร็วและเริ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้ทราบว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับจวนเสร็จแล้วด้วยซ้ำ ซึ่ง 1-2 ฉบับ จากทั้งหมด 10 ฉบับ น่าจะเสร็จเร็วและมีฉบับอื่นที่ต้องทำต่อ ไม่มีอะไรน่ากังวลใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างอย่าไปคิดว่าจะช้า อยู่ในกำหนดเวลาที่ผมได้พูดไปแล้ว”วิษณุ กล่าว
หากพิจารณาตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ กรธ.มีหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 240 วัน ก่อนส่งต่อให้ สนช. พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน
อีกทั้งยังมีขั้นตอนที่จะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่อไปให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ.ให้พิจารณาว่าร่างกฎหมายแต่ละฉบับนั้นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ภายใน 10 วัน
ในกรณีที่มีปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สนช. และ กรธ.จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งภายใน 15 วัน
คำนวณเงื่อนเวลาต่างๆ แล้วก็ดูจะเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างที่ตั้งใจ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นการขยับของบรรดาคนการเมือง ที่ออกมาจับกลุ่ม รวมตัวฟอร์มทีมเตรียมพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง
แม้ล่าสุดเมื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการรีเซตพรรคการเมือง เพราะเป็นความยุ่งยาก แต่จะเห็นว่าบรรดาอดีตแกนนำหัวหน้ามุ้งของพรรคใหญ่หลายคนเตรียมตัวสละเรือ ออกมาฟอร์มทีมตั้งพรรคของตัวเองกันอย่างคึกคัก
เมื่อระบบการเลือกตั้งแบบ “บัตรเดียว” ชี้ขาดทั้งคะแนน สส.ระบบเขต และยังนำมาคำนวณคะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อด้วยนั้น
ด้านหนึ่งเหมือนจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบเพราะหากคัดตัวผู้สมัครดีๆ ได้รับคะแนนนิยมจากในพื้นที่มาลงสมัครก็จะทำให้กวาดที่นั่งทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อแบบถล่มทลาย
แต่อีกด้านหนึ่งสำหรับตัวผู้สมัครที่ถูกวางตัวไว้ในบัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ ยิ่งลำดับหลังๆ อาจจะต้องลุ้นกันเหนื่อยว่าจะได้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้แทนฯ หรือไม่เพราะเมื่อคำนวณสุดท้ายแล้วหากยิ่งพรรคใหญ่กวาดเก้าอี้ สส.เขตไปจำนวนมากแล้ว โอกาสที่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อก็จะน้อยลงไปด้วย
แถมในระบบการแข่งขันระหว่างสองพรรคใหญ่นี้ พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ย่อมกลายเป็นเสียงชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้บทบาทพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองเป็นพิเศษมากกว่าแต่ก่อน
จะเห็นว่าเวลานี้เริ่มเห็นท่าทีจากทั้งโภคิน พลกุล พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตลอดจนเสนาะ เทียนทอง ที่ขยับเตรียมออกมาฟอร์มทีมตั้งพรรคใหม่กันแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นการหยั่งกระแสสังคมดูเสียงตอบรับ
อีกส่วนยังเป็นการวัดใจบรรดาแนวร่วมกลุ่มสนับสนุนว่าพร้อมจะลงเรือทางเลือกใหม่ด้วยกันหรือไม่
ขณะที่ฝั่งพรรคใหม่ที่จะจะสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย อย่างพรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน แล้ว
เวลานี้ยังเริ่มมีกระแสเตรียมตั้งพรรคอะไหล่ พรรคทางเลือก เช่น ประภาสโงกสูงเนิน ประธานสภาประชาชน 4 ภาค และ สมาน ศรีงาม เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ซึ่งแถลงข่าวการตั้งพรรคที่ จ.นครราชสีมา อ้างว่ามี พล.ท.ธรากฤต ทับทองสิทธิ์ รอง ผอ.รมน.ภาค 2 ซึ่งเป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้ตั้งพรรค
แม้ต่อมา พล.อ.ประวิตร จะออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องหรือรู้จักสองคนนี้แต่เชื่อว่าแนวคิดเรื่องตั้งพรรคทหารหรือพรรคทางเลือกเช่นนี้คงจะมีออกมาให้ได้ยินเรื่อย
สอดรับกับที่ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งเปิดช่องให้ง่ายต่อการจัดตั้งโดยมีจุดแข็งตรงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ มากกว่าจะให้นายทุนหรือผู้มีอำนาจเข้ามาครอบงำ
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก จะค่อยๆ เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้


