posttoday

พระอัจฉริยภาพด้านรัฐธรรมนูญ

26 ตุลาคม 2559

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พสกนิกรคนไทยส่วนใหญ่เห็นนั้น จะเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเพื่อต่อสู้กับปัญหาความยากจน แต่ยังมีพระราชกรณียกิจอีกด้านหนึ่งที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจริยภาพ คือ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ

“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยเขียนบทความเรื่อง “พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” ลงในหนังสือ “รัฐสภาไทยใต้ร่มพระบารมี 60 ปีทรงครองราชย์” ซึ่งมีเนื้อหาบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความตอนหนึ่งดังนี้

ในห้วงเวลาเกือบ 8 ปีนี้ ผมและสมาชิกวุฒิสภาได้รับพระมหากรุณาธิคุณและความรู้ในทางรัฐธรรมนูญจากพระองค์ท่านทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยากที่จะหาจากที่ใดได้

อันฐานะของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยังไม่เคยปรากฏว่ามีคำอธิบายใดเกี่ยวกับฐานะและหน้าที่ของวุฒิสภาได้แจ่มชัดเท่ากับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอธิบายไว้ในพระราชดำรัสที่มีต่อสมาชิกวุฒิสภาในการเข้าเฝ้าฯ ดังกล่าวข้างต้นว่า

“...หน้าที่หรือฐานะพิเศษของวุฒิสมาชิกนี้ เป็นการทำประโยชน์อย่างยิ่ง หน้าที่นี้เป็นการเชื่อมระหว่างประชาชนกับรัฐบาล หรือฝ่ายประชาชนกับฝ่ายที่ปกครองประเทศ อาจท้วงว่าผู้ที่เป็นคนเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายปกครองนั้นก็คือ ผู้แทนราษฎร คำว่า ‘ผู้แทน’ ก็หมายความว่าเป็นผู้ที่ประชาชนได้มอบหมาย เขาก็พูดกันว่าวุฒิสมาชิกนี้มิได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่การที่กล่าวว่าวุฒิสมาชิกเป็นตัวเชื่อมระหว่างราษฎรกับฝ่ายที่ปกครองนั้น เพราะว่าแต่ละคนเป็นผู้ที่มีความสามารถมีวุฒินั้นเอง สามารถที่จะเข้าใจถึงความต้องการของส่วนรวมและได้มาแสดงในวุฒิสภาก่อน และในที่สุดในวุฒิสภาจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนและฝ่ายปกครอง

ฉะนั้น หน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี้จึงมีความแตกต่างจากหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎร และสามารถที่จะทำประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มาก โดยที่ท่านเป็นผู้ที่มีวุฒินั้นนะ ในทีนี้ก็มีวุฒิในทางความสามารถและมีวุฒิในทางวัยวุฒิด้วย ไม่มีความรู้สึกที่รุนแรง เป็นคนที่มีความรู้สึกที่สุขุม จึงสามารถหาทางแก้ปัญหาได้อย่างสุขุมและถูกต้องอย่างดี ฉะนั้นหน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี้ มิใช่เพียงที่จะมาคัดค้านสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นผู้ที่รวบรวมความสุขุม ความรู้ ความสามารถ เป็นการสรุปความรู้ ความสามารถ ความสุขุมของประชาชนทั่วประเทศ จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก...”

คำอธิบายดังกล่าวข้างต้น นับว่าเป็นพระอัจฉริยภาพในเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างทรงคุณค่ายิ่ง และนำความปลื้มปีติมาสู่สมาชิกวุฒิสภาในครั้งนั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ที่เรียกกันว่า สสร.) จำนวน 99 คนนั้น เมื่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญได้นำสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าเฝ้าฯ พระราชดำรัสที่พระราชทานต่อคณะผู้เข้าเฝ้าฯ ยังได้แสดงถึงพระปรีชาในการร่างรัฐธรรมนูญที่ทรงคุณค่าแก่การเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

เป็นที่น่าเสียดายว่า สสร. มิได้ตระหนักถึง “แก่น” แห่งพระราชดำรัสดังกล่าว จึงร่างรัฐธรรมนูญไว้ถึง 336 มาตรา เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา และมีรายละเอียดมากมายที่เมื่อมาถึงปัจจุบันก็พบว่ารายละเอียดเหล่านั้นก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติจนหลายเรื่องยากที่จะแก้ไข

เมื่อ สสร.ร่างเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างนั้นประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป บทบัญญัติต่างๆ ที่บัญญัติไว้ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่สมาชิกของทั้งสองสภาอย่างรุนแรง และเสียงส่วนใหญ่ของทั้งสองสภาจะรู้สึกว่ารับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันคณะผู้ร่างได้ทำการประชาสัมพันธ์และปลุกกระแสในหมู่ประชาชนเพื่อบีบบังคับให้รัฐสภา “ต้องรับ” โดยจะเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างใดมิได้ ในขณะที่กำลังมืดแปดด้านอยู่นั้น ได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนำพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวมาแจ้งให้ทราบว่า ทรงมีพระราชดำริว่า

“...ไม่ว่าจะมีมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ล้วนแต่มีปัญหา ถ้าลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในทันที เพราะคงจะเกิดความวุ่นวายขึ้น แต่ถ้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็สร้างปัญหาในวันข้างหน้า แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้านั้น ทุกฝ่ายยังมีเวลา มีสติ และได้เห็นบทเรียน ซึ่งจะสามารถทำให้แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้นได้...”

พระราชดำรัสดังกล่าวนับเป็นแสงสว่างให้สามารถไปชี้แจงต่อมวลสมาชิกได้ทันต่อเวลา และเป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่พร้อมใจกันรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมโดยแท้

ในวันที่ 10 ธ.ค. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในรัฐพิธีวันรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ในระหว่างที่พระฉันอาหารเพล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงปรนนิบัติสมเด็จพระสังฆราช ผมได้รับการจัดให้ปรนนิบัติพระองค์ ถัดมาจึงมีโอกาสได้นั่งติดกับที่ประทับและได้รับฟังพระราชดำรัสในเรื่องต่างๆ เมื่อมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้น ในตอนหนึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสถามว่า “ได้เตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้บ้างแล้วหรือยัง” ผมได้กราบบังคมทูลว่า “เพียงแต่จะคิด ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่กล้าคิดเลยพระพุทธเจ้าค่ะ”

เมื่อมาหวนคิดดูในวันนี้ ทำให้เล็งเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น น่าจะได้ทรงเล็งเห็นมาแต่ต้น แต่ในส่วนตัวผมนั้น โดยที่ในขณะนั้นสังคมยังตื่นเต้นและชื่นชมกับรัฐธรรมนูญ และคณะ สสร.ก็ยัง “หวง” เสียยิ่งกว่างูจงอางหวงไข่ จึงทำให้เกิดภยาคติ ไม่กล้าคิดอะไรในขณะนั้น ต่อเมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปอีกหลายปี จึงได้ค่อยๆ ทำเครื่องหมายแห่งปัญหาไว้ที่บทบัญญัติของแต่ละเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เพียงแต่ทรงศึกษาวิชารัฐธรรมนูญมาอย่างลึกซึ้ง หากแต่ภายใต้รัชกาลของพระองค์ได้ครอบคลุมรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่ใช้ปกครองประเทศไทย จึงทรงรอบรู้และผ่านปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในทุกรูปแบบมาอย่างยาวนาน ในหลายเรื่องที่ทรงแก้ไขวิกฤตของประเทศให้กลับคืนสู่ปกติสุข ได้สร้างต้นแบบและแนวทางของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ได้อย่างแยบยล และเป็นที่ยอมรับนับถือของนักวิชาการทางกฎหมายมหาชนอย่างถ้วนหน้า ทรงเป็นพระประมุขของประเทศที่ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ มามากกว่าประมุขของประเทศใดๆ ในโลกนี้

ข่าวล่าสุด

กองทุน SME อัดทุน 2 พันล้าน! ชูความสำเร็จ ดันเครื่องจักรกลเกษตรไทยสู้ตลาดโลก