posttoday

'มีชัย' จบภารกิจร่างรธน. เงาคสช.คลุมการเมือง 5 ปี

14 ตุลาคม 2559

เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วสำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใต้เดี่ยวมือหนึ่งที่ชื่อ "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วสำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใต้เดี่ยวมือหนึ่งที่ชื่อ "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หลังจากได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่แก้ไขเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 11 ต.ค.

ขั้นตอนต่อจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปของ คสช.ในปี 2560

ย้อนกลับไปที่การทำงานของ กรธ.ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ช่วง

ช่วงที่หนึ่ง เป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ มีเนื้อหา 16 หมวด 279 มาตรา โดยเนื้อหาสาระสำคัญตั้งแต่วันนั้นจนถึง ณ วันที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้รัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

โครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ อย่างคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และองค์กรอิสระ ถูกปรับเปลี่ยนไปตามฐานข้อมูลที่ กรธ.ได้รับมาจากหลายส่วน ภายใต้หลักการปราบทุจริตและการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ ดังจะเห็นได้จากมาตรา 244 และมาตรา245

มาตรา 244  มีหลักการสำคัญว่าในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

มาตรา 245 กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ป.ป.ช. และ กกต. ปรึกษาร่วมกัน และส่งผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐไปยังสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายการเมืองจะถูกตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว เพราะองค์กรอิสระก็สามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน อาทิ การให้ สส.และ สว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อเพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ต่อประธานรัฐสภา ก่อนจะส่งไปให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่้อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ทำการไต่สวนหาข้อเท็จจริง หากพบว่ามีความผิดจะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาต่อไป

ช่วงที่สอง อาจกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านการทำประชามติ เพราะ กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงที่ว่าด้วยการให้ที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปี มาปรับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

กระแสกดดันพุ่งเข้าใส่ กรธ.อย่างมหาศาล โดยเฉพาะจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกฯ แต่ กรธ.ปฏิเสธ โดยยังคงเอกสิทธิ์ในการเสนอชื่อนายกฯเป็นของ สส.ตามเดิม และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เท่ากับว่า สส.ยังคงเป็นฝ่ายเสนอชื่อนายกฯ ตามเดิม เพียงศาลได้ให้ กรธ.แก้ไขเฉพาะการให้ สว.มีสิทธิร่วมลงชื่อกับ สส.เปิดประชุมรัฐสภาลงมติงดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมือง และให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำได้ตลอด 5 ปี ไม่ใช่ทำได้เพียงครั้งเดียวหลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ผลของคำวินิจฉัยทำให้กระบวนการเลือกนายกฯ มีลำดับดังนี้

- พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 คน ที่จะให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ต่อ กกต. ในวันรับสมัครเลือกตั้ง

- หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภา ซึ่งประธานสภาจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง เมื่อได้ตัวประธานรัฐสภาจะเป็นขั้นตอนของการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ

- สส.เสนอบุคคลจากบัญชีของพรรคการเมือง ถ้ารัฐสภามีมติมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียงจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เลือกใครเป็นนายกฯ จะต้องมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

- หากเกิดกรณีการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่ประสบความสำเร็จ ต้องมีการเลือกนายกฯ อีกครั้ง

- การเลือกนายกฯ ในครั้งที่สอง สส.และ สว. เข้าชื่อ 376 คน และยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อเปิดประชุมรัฐสภา และมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 คน จาก 750 คน ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีพรรคการเมืองก็ได้

- รัฐสภาประชุมอีกครั้งเพื่อลงมติเลือกนายกฯ โดยเสียงที่จะชี้ขาดว่าบุคคลใดจะได้เป็นนายกฯ คือ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า สว.ในช่วง 5 ปีแรก จะมาจากการสรรหาของ คสช. ซึ่งมีผลให้ คสช.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ ในอนาคต

ที่สุดแล้ว แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้นตามขั้นตอน แต่ดูเหมือนว่าการเมืองไทยเพิ่งกำลังจะเริ่มต้นใหม่เท่านั้น เพราะนับจากนี้ไป กรธ.จะเข้าสู่โหมดการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ฝ่ายการเมืองเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจนำมาซึ่งการห้ำหั่นทางการเมืองกันอีกรอบ

ข่าวล่าสุด

สทร. งัด 2 มาตรฐานใหม่ คุมเข้มก่อสร้างรถไฟไฮสปีดหลังเหตุเครนล้ม