คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.
สถานการณ์ทางการเมืองที่เคยสงบไปพักใหญ่กำลังกลับมามีลมมรสุมกระโชกแรงอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองที่เคยสงบไปพักใหญ่กำลังกลับมามีลมมรสุมกระโชกแรงอีกครั้ง ภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มใช้ยาแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.
เดิมทีประเมินกันว่าเมื่อ คสช.ปิดศูนย์ดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างน่าจะจบ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก คสช.ได้แจ้งความกับกองปราบปรามให้เอาผิดกับแกนนำ นปช.จำนวน 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีการแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มิ.ย.
การใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามของ คสช.ในกรณีของศูนย์ปราบโกงประชามติ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับลำของ คสช.ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญพอสมควร เพราะโทษของการฝ่าฝืนประกาศ คสช.นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่กลุ่ม นปช. ประกาศว่าจะตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสมือนหนึ่งส่งสัญญาณไปว่า คสช.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
“ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์ฯ นี้ก็อย่าทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด ไอ้ตัวศูนย์ฯ นะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง” ท่าทีของนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.
ท่าทีดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่างสิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประวิตร ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้เกิดการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ
“หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยมั้ย” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.
จากนั้นวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ากลุ่ม นปช.ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. จนทำให้แกนนำ นปช.ไม่สามารถเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้สำเร็จ
การเปลี่ยนท่าทีไปมาของนายกฯ พร้อมกับการนำยาแรงกลับมาใช้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความต้องการจะจัดการฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญให้เด็ดขาด
ก่อนหน้านี้ คสช.พยายามใช้ไม้นวมมาตลอดทั้งการเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นพื้นที่ของพลเรือน รวมไปถึงการยอมให้นักการเมืองที่ไม่มีคดีติดตัวสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยหวังจะช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองก่อนถึงวันออกเสียงลงประชามติ 7 ส.ค. ไม่ตึงเครียดเกินไป
ทว่ายิ่งใช้ไม้นวมกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างที่ คสช.หวังเท่าไหร่นัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช.ยังคงแสดงปฏิกิริยาในเชิงต่อต้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นประกาศไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กับการประกาศเตรียมจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปลุกมวลชนของตัวเองให้ออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
สถานการณ์ที่ออกมา คสช.จึงไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ จำเป็นต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหยุดการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและ นปช.ตั้งแต่ต้นก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย
จากนี้ไปต้องจับตาต่อไปว่าหลังจาก คสช.แจ้งความกับกองปราบปรามไปแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆ อีกหรือไม่อย่างการขอให้ศาลถอนประกันแกนนำ นปช.บางคน ที่มีคดีการก่อการร้ายติดตัวอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่แกนนำ นปช.เริ่มวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้กันแล้วว่า คสช.อาจนำมาใช้จัดการกับ นปช.
“หลายคนอยู่ระหว่างประกันตัวมาสู้คดี โดยส่วนตัวก็มีทั้งคดีรอยัล คลิฟบีช ที่พัทยา คดีก่อการร้าย ทั้งนี้อยู่ที่การพิจารณา หากมองว่าเป็นการมั่วสุม เป็นการชุมนุม ก็อาจจะมีการถอนประกันตัวก็เป็นได้” การวิเคราะห์ของ “นิสิต สินธุไพร” หนึ่งในแกนนำ นปช.
ขณะเดียวกัน มีความเป็นได้ไม่น้อยที่การใช้ยาแรงจะไม่หยุดอยู่ที่ นปช.เพียงเท่านั้น แต่จะลามไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ผ่านการหาช่องทางกฎหมายเพื่อยุบพรรคฐานฝ่าฝืนการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเวลานี้
ที่สุดแล้ว การคุมฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีใช้กำปั้นเหล็ก ด้านหนึ่ง คสช.อาจมองว่าจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว แต่ในทางกลับกันก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


